เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

อ.ธนวัฒน์ มองแลนด์บริดจ์ ผ่านมิติสิ่งแวดล้อม ถอดบทเรียนจากอดีต สู่ความเสี่ยง Climate Change

08 พ.ค. 2569 | 15:15น.

ในงานเสวนาวิชาการ ‘แลนด์บริดจ์: มุมมองรอบด้าน เพื่ออนาคตการขนส่งและโลจิสติกส์ไทย ที่จัดขึ้นโดยสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเด็นที่ถูกนำมาขยายภาพให้เห็นความสำคัญมากกว่าแค่การสร้างท่าเรือและถนน คือ “ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม” และ “การอ่านอนาคตผ่านอดีต” โดย ศ.กิตติคุณ ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและการขาดความต่อเนื่องทางยุทธศาสตร์ที่อาจทำให้โครงการนี้ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ในช่วงเริ่มต้น ศ.กิตติคุณ ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า การร่วมเสวนาครั้งนี้มาในบทบาทของ “นักวิชาการอิสระ” โดยไม่เกี่ยวข้องกับต้นสังกัดเดิมอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือในนามราชบัณฑิตยสภา เพื่อให้สามารถแสดงทัศนะได้อย่างตรงไปตรงมา

ใจความสำคัญที่ต้องการสื่อสารคือ การมองสิ่งแวดล้อมในเชิง “ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม” ซึ่งแตกต่างจากนักสิ่งแวดล้อมทั่วไปที่มักเน้นการตามแก้ปัญหา (Reactive) หลังจากโครงการเกิดขึ้นแล้ว แต่แนวทางที่เสนอคือการนำสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเป็นตัวตั้ง (Proactive) เพื่อกำหนดทิศทางการเดินหน้าโครงการให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลก

วิกฤตเศรษฐกิจไทย: เมื่อความฝัน “ใหญ่ขึ้น” บนชุดความคิด “เดิม”

ดร.ธนวัฒน์ เล่าถึงทศวรรษแห่งความรุ่งเรืองของไทยก่อนปี 2540 ที่ GDP เคยเติบโตสูงกว่า 13% แต่หลังจากนั้นเราเผชิญกับวิกฤตที่บั่นทอนศักยภาพประเทศมาโดยตลอด ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง, วิกฤตซับไพรม์, อุทกภัยครั้งใหญ่, ความขัดแย้งทางการเมือง (วิกฤตเสื้อสี) จนถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดยอ้างอิงข้อมูลจาก ธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจ หากเราไม่สามารถรักษาการเติบโตของ GDP ที่ 5% ได้อย่างต่อเนื่อง เราจะต้องใช้เวลาถึง 33 ปีในการพัฒนาประเทศ แต่ถ้าทำได้จะเหลือเพียง 13 ปี ซึ่งในภาวะปัจจุบัน “โอกาสแทบจะเป็นไปไม่ได้” เนื่องจากปัจจัยรุมเร้า ดังนี้

  • สังคมสูงวัย: จำนวนคนเกิดน้อยกว่าคนตาย ส่งผลให้ศักยภาพในการเสียภาษีลดลงในอนาคต
  • งบประมาณจำกัด: การตั้งงบประมาณลงทุนมหาศาลระดับ 3 ล้านล้านบาท ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะเป็นเรื่องยากเพราะฐานรายได้รัฐสั่นคลอน
  • ดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: ปัจจัยเหล่านี้บั่นทอนขีดความสามารถในการพัฒนาแบบเดิม

“ประเทศไทยกำลังทำแลนด์บริดจ์เส้นนี้เป็นเส้นที่ 3 เราคิดเหมือนเดิม แต่ความฝันใหญ่ขึ้น อลังการขึ้น มันเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อวิธีคิดยังอยู่ที่เดิม?”  ดร.ธนวัฒน์กล่าว

Climate Change: ความเสี่ยงที่การวางแผนยังไม่ “Precise”

ดร.ธนวัฒน์ กล่าวต่อว่า ในมิติของโลกยุคใหม่ ไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ เป็นอันดับ 22 ของโลก แต่เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก Climate Change ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก โดยเฉพาะหลังมหาอุทกภัยปี 2554 ไทยเคยพุ่งขึ้นไปอยู่อันดับ 1 ของโลกในแง่ของความสูญเสีย

การวางนโยบายภัยพิบัติของไทยยังขาดความแม่นยำ (Precise) เช่น การคาดการณ์ภัยแล้งจนรัฐเสียเงินมหาศาลเพื่อจัดหาน้ำ แต่สุดท้ายน้ำกลับท่วม ท่านชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในด้าน Adaptation (การปรับตัว) ตามแบบอย่างประเทศญี่ปุ่น จะช่วยลดมูลค่าความเสียหายได้มหาศาลในระยะยาว

ประวัติศาสตร์ 2,600 ปี: แหลมทองคือแลนด์บริดจ์ธรรมชาติ

นอกจากนี้ยังได้ย้อนภาพเส้นทางการค้าโลกตั้งแต่ 2,600 ปีก่อน ชี้ให้เห็นว่าบริเวณแหลมทอง หรือคาบสมุทรไทย เป็นจุดศูนย์กลางการค้าข้ามทวีปมานานแล้ว

  • 2,600 ปีก่อน: การเดินเรืออ้อมแหลมมลายูใช้เวลาถึง 2 ปี แต่หากใช้การเดินเท้าข้ามคาบสมุทรจะย่นระยะเวลาได้มาก
  • 2,100 ปีก่อน: ระยะเวลาลดลงเหลือ 1 ปี และในสมัยทวารวดีเหลือเพียง 8 เดือน
  • หลักฐานทางโบราณคดี: การค้นพบเรือจมและลูกปัดโบราณในบริเวณ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ยืนยันว่ามีการ “ถ่ายสินค้า” ข้ามฝั่งมาตั้งแต่อดีต ซึ่งถือเป็นแลนด์บริดจ์โดยธรรมชาติ

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในสมัยอยุธยา (สมเด็จพระนารายณ์มหาราช) เคยมีการเสนอให้ตัดคลองเชื่อมฝั่งก่อนการขุดคลองสุเอซด้วยซ้ำ แต่โชคดีที่ไม่ได้ทำในขณะนั้น เพราะอาจจะประสบปัญหาทางเทคนิคและสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับคลองปานามาในปัจจุบัน

ความต่อเนื่องทางยุทธศาสตร์: รอยร้าวของเส้นทางเชื่อมต่อ

ดร.ธนวัฒน์ ได้ไล่เรียงประวัติศาสตร์การพยายามสร้างเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และรัฐบาล คสช. ที่เริ่มทำโครงการ SEC (Southern Economic Corridor) จนมาถึงรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน

อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาเรื่อง “ความต่อเนื่องของยุทธศาสตร์” ดังนี้

  1. ยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนไปมา: เส้นทางถูกย้ายไปย้ายมา ตั้งแต่เส้นทางถนนหมายเลข 44 ไปจนถึงสตูล และปัจจุบันมาจบที่เส้นทางพะโต๊ะ ซึ่งขาดความเชื่อมโยงที่ชัดเจน
  2. Connectivity: หากแลนด์บริดจ์ไม่สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงจากจีน หรือไม่สามารถเชื่อมสินค้าจากแหลมฉบัง-มาบตาพุดได้อย่างไร้รอยต่อ โครงการนี้จะเกิดผลกระทบได้ยาก
  3. ความน่าเชื่อถือของพันธมิตร: ตั้งคำถามถึงความแน่นอนของจีนในการร่วมลงทุน เนื่องจากที่ผ่านมาจีนมีประวัติการเจรจาที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม: สิ่งที่ยังหายไปในรายงาน

ดร.ธนวัฒน์ ตอกย้ำประเด็นที่ยังเป็นจุดอ่อนของโครงการในปัจจุบัน

  • การศึกษาที่ตัดตอน: ปัจจุบันมีการศึกษาแยกส่วน ท่าเรือก็ส่วนหนึ่ง รถไฟก็ส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่เห็นรายงาน SEA (Strategic Environmental Assessment) ที่เป็นภาพรวมทั้งระบบ
  • Disaster Risk: เส้นทางพะโต๊ะเป็นเส้นทางที่พายุ (เช่น พายุเกย์) เคยพาดผ่าน และเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อพิบัติภัยธรรมชาติที่ต้องประเมินอย่างละเอียด
  • Sustainability & Community Risk: พื้นที่พะโต๊ะเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญ มีป่าที่สมบูรณ์ และมี “ต้นทุเรียนโบราณ” มหาศาล ซึ่งเป็นรากฐานเศรษฐกิจของชุมชน รวมถึงผลกระทบต่อชาวประมงทั้งสองชายฝั่ง

แลนด์บริดจ์อาจไม่ใช่ Solution สุดท้าย

ดร.ธนวัฒน์ ทิ้งท้ายว่าการคิดการใหญ่ระดับโลกเป็นเรื่องดี แต่ต้องตอบคำถามเรื่อง “เวลา” ให้ได้ หากการขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์ใช้เวลามากกว่าหรือพอๆ กับการผ่านช่องแคบซุนดา (2-3 วัน) หรือช่องแคบลอมบอก (4-5 วัน) ลูกค้าก็จะไม่เลือกใช้บริการ

“อะไรก็แล้วแต่ที่เรากำลังจะคิด มันคงจะไม่ใช่ Solution สุดท้ายอย่างแลนด์บริดจ์เพียงอย่างเดียว มันอาจจะมีตัวเลือกอื่นที่ช่วย Stimulate เศรษฐกิจได้ดีกว่านี้ หากเราพิจารณามิติต่างๆ ให้ครบถ้วนและลึกซึ้งพอ”