“หุ้น TV ไทย” กำไรดิ่ง แก้เกมทำหนัง-ลดพึ่งรายได้โฆษณา

หุ้น TV ไทย

ด้วยสภาพเศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อของคนที่ลดลงลากยาวมาตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งกลางปี 2566 ได้ส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินโฆษณาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ซึ่งข้อมูล “นีลเส็น” เผยว่า ปี 2566 เม็ดเงินโฆษณาสื่อโทรทัศน์มีมูลค่า 60,689 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 3.2% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) ซึ่งมีความชัดเจนมากขึ้น สะท้อนผ่านภาพรวมผลประกอบการปี 2566 ของหุ้นบริษัทสื่อทีวี ที่ประกาศออกมา ซึ่งกำไรติดลบกันเกือบหมด

หุ้นสื่อทีวีพาเหรดกำไรดิ่ง

โดยจากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า ปี 2566 “ช่องวัน” บมจ.เดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ONEE) มีรายได้รวม 6,514.9 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.6% YOY โดยรายได้เพิ่มขึ้นหลัก ๆ จากการจัดคอนเสิร์ตและกิจกรรม เติบโต 111.2% การบริหารจัดการศิลปิน เติบโต 48.2% และการขายสินค้า เติบโต 44.8%

ในขณะที่รายได้จากบริการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ และบริการเวลาออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ มีรายได้ 2,834.4 ล้านบาท ลดลง 3.5% ซึ่ง ONEE ได้ชี้แจงไว้ว่าเป็นไปตามแนวโน้มของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาที่มีการใช้เม็ดเงินกับในสื่อนี้ลดลง

ทั้งนี้ ONEE มีกำไรสุทธิ 506.6 ล้านบาท ลดลง 31.4% YOY สาเหตุหลักจากต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่ทำรายได้เติบโตสูงในปีนี้ โดยเฉพาะจากธุรกิจจัดคอนเสิร์ตซึ่งมีต้นทุนสูงทั้งในแง่ของการจัดงานและต้นทุนการจ้างศิลปิน นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตส่วนหนึ่งเกิดจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ซีรีส์และละครต่าง ๆ ซึ่งต้องการให้มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากลเพื่อการส่งออกฉายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั่วโลก

ถัดมา “ช่อง 3” บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) มีรายได้รวม 4,652.9 ล้านบาท ลดลง 9% YOY โดยรายได้จากการขายเวลาโฆษณา 3,963.2 ล้านบาท ปรับตัวลดลงไป 10.9% มีกำไรสุทธิ 210 ล้านบาท ลดลง 65.4% โดมีค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 13.4% จากปี 2565

“ช่องเวิร์คพอยท์” บมจ. เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) มีรายได้รวม 2,421.9 ล้านบาท ลดลง 1% YOY (ไม่รวมรายได้อื่น) โดยรายได้จากธุรกิจรายการโทรทัศน์ 1,896.2 ล้านบาท ลดลง 9% เป็นไปตามการลดลงของเม็ดเงินโฆษณาผ่านช่องทางโทรทัศน์เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะไตรมาส 4/2566 เม็ดเงินโฆษณาลดลงกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต ทำให้มีกำไรสุทธิ 13.48 ล้านบาท ลดลง 92%

ฟาก “ช่อง 9” บมจ. อสมท (MCOT) มีรายได้รวม 2,381 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69% YOY เป็นการเพิ่มขึ้นจากรายได้กำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 1,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% ในขณะที่รายได้โทรทัศน์ 369 ล้านบาท ลดลง 11% โดยมีกำไร 587 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,532%

ด้าน “ช่องอมรินทร์” บมจ.อมรินทร์ คอร์ปอเรชั่น (AMARIN) มีรายได้รวม 4,288 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% YOY อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจทีวีดิจิทัลลดลง 20.5% มีกำไรสุทธิ 290.49 ล้านบาท ลดลง 38.8% จากการลดลงของรายได้ธุรกิจสื่อโฆษณาทั้งสื่อทีวีดิจิทัลและสื่อออนไลน์ที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ นอกจากนี้บริษัทมีค่าใช้จ่ายภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้น

ส่วน “ช่องโมโน” บมจ.โมโน เน็กซ์ (MONO) มีรายได้รวม 1,895.4 ล้านบาท ลดลง 9.4% YOY รายได้จากสื่อโฆษณา 1,140.7 ล้านบาท ลดลง 21.4% ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิ 255.1 ล้านบาท ลดลง 468.1% YOY

ไตรมาสแรกโลว์ซีซั่น-Q2 ฟื้น ?

“นภนต์ ใจแสน” ผู้จัดการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง กล่าวว่า สื่อทีวีเป็นสื่อที่เน้นเจาะกลุ่ม Mass ซึ่งการจะหว่านเม็ดเงินโฆษณาไปกลุ่ม Mass ในเวลานี้ก็เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ดังนั้นจะเป็นสื่อที่โดนกระทบหนักสุดเมื่อเทียบกับสื่อนอกบ้านที่เพิ่งฟื้นตัวหลังโควิดตามคนใช้ชีวิตนอกบ้านกลับมาเป็นปกติแล้ว

ทั้งนี้ ประเมินภาพธุรกิจสื่อในไตรมาส 1/2567 จะซึมต่อตามช่วงโลว์ซีซั่นของเม็ดเงินโฆษณาโดยรวม ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา คงเห็นว่าไม่ต่างจากช่วงไตรมาส 4/2566 จึงคาดว่าไม่ได้มีการฟื้นตัวมาก

ตาราง หุ้นทีวี

แต่อย่างไรก็ตาม โดยปกติช่วงเดือน มี.ค. จะเป็นช่วงไฮซีซั่นที่เริ่มกลับมาใช้เม็ดเงินโฆษณา โดยเฉพาะแบรนด์เครื่องดื่ม รับหน้าร้อน และประมาณไตรมาส 2 จะมีเม็ดเงินกระตุ้นในช่วงก่อนเปิดเทอม รวมถึงภาครัฐจะมีงบประมาณออกมาใช้กระตุ้นในช่วงเดือน พ.ค. 2567 ซึ่งคาดหวังทิศทางการฟื้นตัวได้

ปรับตัวทำหนัง-ปิดประตูขาดทุน

“นภนต์” กล่าวต่อว่า เริ่มเห็นทิศทางของบริษัทสื่อทีวี มีการปรับตัว เปลี่ยน Business Model ยกตัวอย่าง การเข้าไปทำภาพยนตร์ ซึ่งเริ่มต้นมาจาก WORK ซึ่งค่อนข้างประสบผลสำเร็จเพราะทำเงินได้ เพราะวินโดวส์ของการทำหนังสร้างรายได้ได้หลายทางมาก ขายให้สื่อสตรีมมิ่งทีวี (OTT) เช่น Netflix, Prime Video ซึ่งแข่งกันแย่งซื้อคอนเทนต์ เรียกว่าปิดประตูขาดทุน หรือจะเข้าโรงหนังก็ได้

โดยปีที่แล้วเริ่มเห็น BEC มาทำหนังแล้ว เรื่องธี่หยด เป็นหนึ่งในตัวอย่าง
ที่ชัดเจนที่ JV ระหว่าง BEC กับเมเจอร์ฯ สร้างกำไรได้พอสมควร หนุนงวดไตรมาส 4/2566 มีส่วนแบ่งกำไรจากส่วนนี้เกือบ 60 ล้านบาท

“ปีนี้เราคิดว่า WORK และ BEC จะมีหนังใหม่ออกมารวมกันรายละไม่ต่ำกว่า 2 เรื่อง เพื่อเอาไปถ่วงน้ำหนักเม็ดเงินโฆษณาสื่อที่ยังมีความไม่แน่นอน คือถ้ารายได้ส่วนนี้ฟื้นตัวกลับมา หลังจากงบประมาณภาครัฐมีการกระตุ้นก็ดี ซึ่งโดยปกติสื่อโฆษณา มาร์จิ้นจะมีความเลเวอเรจสูง เพราะ Fix Cost สูง ถ้ารายได้หายไปกำไรก็หายไปมาก

แต่ถ้ารายได้กลับมาก็ลงไปสู่กำไรที่มากเพราะต้นทุนเท่าเดิม โดยมาร์จิ้น
พวกหนังและคอนเสิร์ตจะคงที่อยู่ 20-30% ซึ่งก็เป็นตัวอย่างของการกระจายความเสี่ยง”

นอกจากนี้ ยังพบว่า WORK เข้าไปซื้อหุ้น “โคตรคูล” ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ขยายไปช่องทางออนไลน์ รวมทั้ง ONEE ที่ผลิตคอนเทนต์เพื่อป้อนสื่ออื่น ดังนั้นคงจะเห็น Business Model 
ในการลดสัดส่วนการพึ่งพิงเม็ดเงินโฆษณาให้น้อยลงในอนาคต แต่คงใช้เวลาปรับตัว ส่วนในระยะสั้นการฟื้นตัวน่าจะต้องติดตามตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป

คาดเม็ดเงินโษณาสื่อทีวีโต 1-2%

“นภนต์” กล่าวด้วยว่า สำหรับปีนี้ประเมินภาพเม็ดเงินโฆษณา น่าจะเติบโตได้ราว 3% อยู่ที่ 119,905 ล้านบาท โดยสื่อโทรทัศน์น่าจะกลับมาโตได้ 1-2% ส่วนสื่ออินเทอร์เน็ตและสื่อนอกบ้านยังโตได้ระดับ 10%

จากที่ในปี 2566 มีเม็ดเงินโฆษณารวม 116,413 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% จากปีก่อนหน้า แยกเป็น 1.สื่อโทรทัศน์ 60,689 ล้านบาท ลดลง 3.2% 2.สื่ออินเทอร์เน็ต 28,999 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.7% 3.สื่อนอกบ้าน 17,521 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.6% 4.สื่อวิทยุ 3,719 ล้านบาท 
เพิ่มขึ้น 7.54% 5.สื่อสิ่งพิมพ์ 2,635 ล้านบาท ลดลง 13.1% และ 6.สื่อโรงหนัง 2,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.98%

“เม็ดเงินโษณาสื่อโทรทัศน์ที่โตลดลง สะท้อนภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนสื่อออนไลน์ที่โตขึ้นเห็นทิศทางกระแสการใช้งานที่เพิ่มขึ้นทั้ง YouTube, Facebook, TikTok เช่นเดียวกับสื่อโรงหนังจากภาพการฟื้นตัวหลังโควิด และปีที่แล้วมีหนังดีเข้ามามาก”

อย่างไรก็ดี ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังคือ ผลกระทบสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะ Global Brand เช่น FMCD บริษัทแม่อยู่ต่างประเทศหมด ดังนั้นในแง่ของงบประมาณจะกระทบทั่วโลก ส่วนแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ก็กระทบ แต่พวกแบรนด์ EV หรือ Luxury ส่วนใหญ่
จะเห็นในสื่อนอกบ้านหรือออนไลน์ ทำให้สื่อทีวีไม่ได้อานิสงส์มาก

“เบื้องต้นให้คำแนะนำ ‘ถือ’ BEC จากความไม่แน่นอนเหล่านี้ ราคาเป้าหมายที่ 5 บาท”

ด้านสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA Consensus) คาดการณ์ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัลในปี 2567 จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ 1.ONEE คาดจะมีกำไรสุทธิ 585.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% YOY 2.BEC คาดมีกำไรสุทธิ 330.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% และ 3.WORK คาดมีกำไรสุทธิ 57.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 324%

MONO ปลดคน ใช้ AI อ่านข่าว

“ปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MONO รายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ปี 2567 ได้ปรับโครงสร้างองค์กร โดยการปรับลดจำนวนพนักงานในทุกส่วนงานให้มีขนาดที่เหมาะสม ปรับลดขนาดธุรกิจในส่วนที่ไม่ทำกำไร ลดหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน และมีการจ้าง Outsource ที่มีความชำนาญเข้ามาทดแทน ส่งผลให้ในปี 2567 มีค่าใช้จ่ายพนักงานปรับลดลงประมาณ 11 ล้านบาทต่อเดือน หรือลดลง 33% เมื่อเทียบกับก่อนการปรับโครงสร้าง

โดยธุรกิจทีวีดิจิทัล เตรียมเผยแพร่ข่าวสั้นด้วยเสียงจาก AI (ต้นฉบับเสียงมาจากผู้ประกาศข่าวของ MONO29)