“ทีวีดิจิทัล” รายได้หด-ปลดคน-ทิ้งหุ้น ดิ้นปรับตัวสู้สื่อออนไลน์มาแรง

ทีวีดิจิทัล
ภาพจาก : Freepik

จะเรียกว่าอยู่ในภาวะที่ฝุ่นตลบก็คงไม่ผิดนัก สำหรับ “ทีวีดิจิทัล” ที่วันนี้ยังมีความเคลื่อนไหวให้เห็นเป็นระยะ ๆ ทั้งการปรับโครงสร้างธุรกิจ การเพิ่มคน-ลดคน การปรับผังรายการ การเพิ่มคอนเทนต์หรือรายใหม่ ๆ เพื่อจูงใจกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย รวมถึงการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ๆ เพื่อรองรับความผันผวนจากผลกระทบของสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะกับแลนด์สเคปทางธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนไป และเม็ดเงินโฆษณาของสื่อทีวีที่ลดลงต่อเนื่องและมีสื่อใหม่ “ออนไลน์” ที่มาแรงเข้ามาเบียดแย่งเค้กก้อนโตไป ส่วนหนึ่งสะท้อนจากผลการดำเนินงานปี 2566 ของ “สื่อทีวี” ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ล้วนมีตัวเลขรายได้และกำไรที่ลดลง

สอดคล้องกับข้อมูลของนีลเส็น ที่ระบุถึงภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาในประเทศไทยปี 2566 ว่า มีมูลค่ารวม 116,413 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,700 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.3% แบ่งเป็นงบฯโฆษณาสื่อโทรทัศน์มูลค่า 60,689 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 52.1% ของเม็ดเงินโฆษณาในภาพรวม ลดลง 1,988 ล้านบาท จากปีก่อน หรือลดลง 3.2% สำหรับสื่อ Internet มีเม็ดเงินโฆษณาเติบโตขึ้นเป็น 28,999 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 12.7% โดยได้มาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นจาก 22.8% ในปี 2565 เป็น 24.9% ในปี 2566

เริ่มจาก ช่อง 3 บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ที่แม้จะเป็นผู้นำในธุกิจทีวีทั้งด้านเรตติ้งและจำนวนผู้ชม แต่ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในภาพรวมที่ไม่เอื้อ ส่งผลให้รายได้จากการขายโฆษณาที่เป็นรายได้หลักของกลุ่มบีอีซี (85% ของรายได้รวม) ลดลงถึง 485 ล้านบาท หรือมีรายได้อยู่ที่ 3,963 ล้านบาท หรือลดลง 10.9% จากปี 2565

แต่อีกด้านหนึ่ง ที่ผ่านมาบีอีซีได้พยายามสร้างรายได้จากช่องทางอื่น ๆ มาทดแทน โดยเฉพาะการส่งละครไปจำหน่ายในต่างประเทศ และธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม แต่เนื่องจากรายได้ดังกล่าวยังมีสัดส่วนที่ไม่มากนัก จึงทำให้ตัวเลขกำไรก็ลดลงถึง 65% หรือมาอยู่ในระดับเพียง 210 ล้านบาท หรือลดลงถึง 397 ล้านบาท จากปี 2565

รายงานข่าวจากบริษัท บีอีซี เวิลด์ ยอมรับว่า ปี 2567 นี้ เป็นอีกปีหนึ่งที่ยังมีความท้าทายและมีความไม่แน่นอน บริษัทมีแผนจะปรับตัวด้วยการขยายธุรกิจใหม่ที่นอกเหนือจากธุรกิจโทรทัศน์ที่เป็นธุรกิจหลัก เพิ่มน้ำหนักการจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ไปยังต่างประเทศ การขยายฐานกลุ่มผู้ชมไปยังกลุ่มที่มีอายุน้อยลงซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ที่จะไปสู่การขายโฆษณาสินค้าและบริการของลูกค้าในหลากหลายช่องทางมากขึ้น เป็นต้น

ขณะที่ “ช่องวัน” ที่แม้ภาพรวมจะมีรายได้ถึง 6,514 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 288 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.6% โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการจัดคอนเสิร์ตและกิจกรรม การบริหารจัดการศิลปิน และการขายสินค้า ที่ล้วนเป็นพอร์ตในสัดส่วนที่ไม่มากนัก แต่รายได้จากสื่อโทรทัศน์ ที่ล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนลดลงเป็น 43.5% จาก 47.2% ในปีก่อน

“อรรณพ เสนะสุทธิพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน กลุ่มบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “รายได้จากสื่อโฆษณาโทรทัศน์ ลดลง 3.5% เป็นไปตามแนวโน้มของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาที่มีการใช้เม็ดเงินกับสื่อนี้ลดลง อย่างไรก็ตาม รายได้ของบริษัทจากธุรกิจนี้ลดลงน้อยกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา บริษัท เดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ขายหุ้น ONEE จำนวน 596 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 25% ของทุนจดทะเบียนให้กับนายพิธาน องค์โฆษิต คิดเป็น 14.84%, บริษัท วันทอง โฮลดิ้งส์ จำกัด คิดเป็น 10% นายถกลเกียรติ วีรวรรณ 0.07% นางรศนาภรณ์ วีรวรรณ 0.07% และนางสาวอมรพิมล วีรวรรณ 0.07%

ในเวลาต่อมา เดอะวันฯได้รับแจ้งจากบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAMMY ว่า ได้เข้าลงนามในสัญญาให้สิทธิในการซื้อหุ้น (Call Option) กับนายพิธาน องค์โฆษิต โดยนายพิธานให้สิทธิแก่แกรมมี่ในการซื้อหุ้นทั้งหมดในวันทอง โฮลดิ้งส์ ที่นายพิธานถือหุ้น 100% รวมเป็นจำนวน 100,000 หุ้น คิดเป็น 100% ของหุ้นทั้งหมดของวันทอง โฮลดิ้งส์

และก่อนหน้านี้ เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา แพทย์หญิงปรมาภรณ์ขายหุ้น ONEE จำนวน 357 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 15 ของทุนจดทะเบียน

ทั้งนี้ แพทย์หญิงปรมาภรณ์ได้เข้าถือหุ้นในกลุ่มเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ตั้งแต่ปี 2559 ในนามบริษัท ประนันท์ภรณ์ จำกัด

เช่นเดียวกับ ช่อง MONO29 ที่ปี 2566 ที่ผ่านมา มีผลการดำเนินงานเป็นขาดทุนถึง 255 ล้านบาท จากปี 2565 ที่มีกำไร 69 ล้านบาท ที่น่าสนใจก็คือ รายได้จากการให้บริการสื่อโฆษณา ที่เป็นรายได้หลักที่ลดลง 310 ล้านบาท จากปี 2565 หรือมีรายได้ 1,140 ล้านบาท

“ปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปีนี้ MONO ได้ปรับโครงสร้างองค์กร โดยการปรับลดจำนวนพนักงานในทุกส่วนงานให้มีขนาดที่เหมาะสม ปรับลดขนาดธุรกิจในส่วนที่ไม่ทำกำไร ลดหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน และมีการจ้างบริษัทภายนอก (Outsource) ที่มีความชำนาญเข้ามาทดแทน ส่งผลให้ในปี 2567 มีค่าใช้จ่ายพนักงานปรับลดลงประมาณ 11 ล้านบาทต่อเดือน หรือลดลงคิดเป็น 33%

นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจทีวีดิจิทัล MONO เตรียมเผยแพร่ข่าวสั้นด้วยเสียงจาก AI ที่ต้นฉบับเสียงมาจากผู้ประกาศข่าวของ MONO29 ที่จะเริ่มออกอากาศเร็ว ๆ นี้

ไม่ต่างจากช่อง 23 “เวิร์คพอยท์” โดย “สุรการ ศิริโมทย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปี 2566 บริษัทมีรายได้จากรายการโทรทัศน์รวม 1896.24 ล้านบาท ลดลง 190.52 ล้านบาท หรือลดลง 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ซึ่งเป็นไปตามการลดลงของเม็ดเงินโฆษณาผ่านช่องทางโทรทัศน์ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2566 ที่เม็ดเงินโฆษณาผ่านช่องทางโทรทัศน์ลดลงกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต

ขณะที่ อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ภายใต้ร่วมธงของ บริษัท อมรินทร์ คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) แม้รายได้จากธุรกิจหลักคือ ธุรกิจผลิตงานพิมพ์และจัดจำหน่ายหนังสือ และธุรกิจสื่อและอีเวนต์ ที่ล้วนมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้จากธุรกิจทีวีดิจิทัลลดลง 263.91 ล้านบาท หรือลดลง 20.5% ตามทิศทางการลดลงของค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อโฆษณาผ่านสื่อทีวีดิจิทัล และสื่อออนไลน์ที่มีรายได้จากแฟลต

อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นดังกล่าวอาจจะต่างจาก ช่อง 8 ของ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ที่ระบุว่า ปี 2566 ที่ผ่านมา ธุรกิจสื่อที่เป็นพอร์ตหลักที่มีสัดส่วนถึง 45% ของรายได้รวม มีรายได้เพิ่มขึ้น 15.9% หรือ 1,647 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

เป็นผลจากเม็ดเงินโฆษณาที่ฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย รวมถึงการยกระดับคอนเทนต์ทุกประเภท โดยเฉพาะรายการข่าว ที่ส่งเสริมให้รายการข่าวของช่อง 8 และรายการอื่น ๆ มีผู้ชมและผู้ติดตามสูงมากขึ้น

ภาพรวมที่เกิดขึ้นดังกล่าว อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้ทีวีดิจิทัลต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ โดยเฉพาะกระแสความนิยมของสื่อดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์ม วิดีโอ บริการสตรีมมิ่ง ฯลฯ รวมถึงฟังก์ชั่นใหม่อย่าง Affiliate หรือการแบ่งรายได้จากการขายสินค้า-บริการ ให้กับ KOLs/Influencers เมื่อผู้บริโภคซื้อผ่านลิงก์ในโพสต์หรือวิดีโอ ร่วมกับพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคที่ย้ายไปออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

นี่คือ ตัวแปรที่ทำให้ช่องว่างสัดส่วนรายได้ของสื่อทีวีและสื่อออนไลน์แคบลงเรื่อย ๆ และอีกไม่นาน เม็ดเงินโฆษณาสื่อออนไลน์ก็จะเบียดแซงสื่อทีวีไปได้