พรูเด็นเชียล ตั้งเป้ากำไรธุรกิจใหม่โต 15-20% ปีนี้บุกประกันสุขภาพ

กลุ่มพรูเด็นเชียล ตั้งเป้ากำไรธุรกิจใหม่เติบโตปีละ 15-20% ตั้งแต่ปี 2566-2570 ปี’66 ธุรกิจในไทย เบี้ยรวมแตะ 34,700 ล้าน โต 11% กางแผนปี’67 บุกประกันสุขภาพเต็มสูบ เล็งพัฒนาสินค้าประกันบำนาญใหม่ พร้อมกาง 5 เมกะเทรนด์โลก

วันที่ 30 มีนาคม 2567 นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ Prudential เปิดเผยว่า ในปี 2566 แม้จะเป็นปีที่มีความท้าทาย แต่ภาพรวมธุรกิจของกลุ่มพรูเด็นเชียลทั่วโลกยังเติบโตดีต่อเนื่อง โดยมีผลกำไรจากธุรกิจใหม่ (New Business Profit) อยู่ที่ 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตสูงถึง 45% เมื่อเทียบจากปี 2565

มีเบี้ยรับใหม่ 5,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 37% ซึ่งเป็นความเข้มแข็งของกลุ่มพรูเด็นเชียล ที่ประกอบธุรกิจอยู่ในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา โดยอานิสงส์หลักมาจากธุรกิจในประเทศจีน และการเติบโตของช่องทางตัวแทน รวมทั้งช่องทางขายประกันผ่านธนาคาร (แบงก์แอสชัวรันซ์)

สำหรับผลการดำเนินงานของพรูเด็นเชียลในประเทศไทย มีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 34,700 ล้านบาท เติบโต 11% เมื่อเทียบจากปี 2565 โดยสามารถขยับส่วนแบ่งการตลาดขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 7 จากอันดับที่ 8 ของผู้นำธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย โดยมีเบี้ยรับปีแรกแบบคำนวณรายปี (APE) อยู่ที่ 8,600 ล้านบาท เติบโต 5% และมีเบี้ยปีต่ออายุ อยู่ที่ 22,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18%

“เรามียอดขายประกันผ่านธนาคาร (แบงก์แอสชัวรันซ์) เป็นอันดับที่ 3 และมีอัตราการเติบโตช่องทางดิจิทัลสูงสุดในประเทศอยู่ที่ 87% ขณะที่อุตสาหกรรมเติบโต 21% และช่องทางไดเร็กมาร์เก็ตติ้งและเทเลเซลล์เติบโต 13% เป็นอันดับที่ 4 ขณะที่อุตสาหกรรมติดลบ 3% ซึ่งเชื่อว่าปี 2567 เทรนด์ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง”  นายบัณฑิต กล่าว

สำหรับเป้าหมายกลุ่มพรูเด็นเชียลคาดหวังผลกำไรจากธุรกิจใหม่ (New Business Profit) ตั้งแต่ปี 2566-2570 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 15-20% ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายและค่อนข้างมีความท้าทาย เนื่องจากโลกกำลังเผชิญความเสี่ยง หรือเมกะเทรนด์ แต่เชื่อว่าในทุกวิกฤตจะมีผู้ชนะ ซึ่งอยู่ที่การเตรียมพร้อมของแต่ละบริษัท โดยเมกะเทรนด์ที่แต่ละบริษัทจะต้องเตรียมพร้อมรับมือ ประกอบด้วย

1.การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งสิ่งจำเป็นที่ต้องมีคือประกันสุขภาพ เพราะอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) สูงระดับ 7-8% ต่อปี และบางปีกระโดดขึ้นไปแตะ 10% สำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ดังนั้นบริษัทได้เตรียมพร้อมสินค้าประกันสุขภาพที่รองรับลูกค้าได้ตั้งแต่อายุ 1 เดือนจนถึง 85 ปี และดูแลต่อเนื่องจนถึงอายุ 99 ปี ซึ่งจะช่วยสังคมสูงวัยได้แน่นอน

ที่สำคัญบริษัทมีแผนจะพัฒนาสินค้าประกันบำนาญเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปัจจุบันมีเบี้ยรับรวมอยู่ในท็อป 3 ของประเทศ โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 18% ตั้งแต่ปี 2563-2566 หรือมีเบี้ย 780 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นสินค้าที่บริษัทมีจะตอบโจทย์เมกะเทรนด์ตัวนี้อย่างแน่นอน

2.หนี้ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันพบมีหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และต่อไปอาจจะเป็นปัญหาสังคมได้ ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกรมธรรม์ประกันได้ง่าย จึงมุ่งเน้นขยายช่องทางดิจิทัล ซึ่งมีไบบ์ไซซ์คือมีกรมธรรม์ขนาดเล็กที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนที่มีรายได้น้อย ไม่ว่าจะเป็นประกันโรคร้ายแรง ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา ซึ่งเบี้ยต่ำแต่ได้รับความคุ้มครองสูง และสำหรับผู้ที่ออมมานานในบางกรมธรรม์จะมีมีมูลค่าเงินสด ซึ่งสามารถใช้บริการกู้ยืมเงินกรมธรรม์ได้ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ระยะเวลาของแผนการส่งเงินคืนมีความยืดหยุ่น ตราบใดที่กรมธรรม์ยังมีผลคุ้มครองอยู่

3.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดความขัดแย้งในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะความกดดันจากความไม่ลงรอยของ 2 มหาอำนาจใหญ่ระหว่างสหรัฐและจีน และเกิดสงครามรัสเซียยูเครน รวมถึงล่าสุดสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ฉะนั้นปัญหาการเมืองระดับโลกย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจ และการดำเนินชีวิตของแต่ละประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงภัย สิ่งที่บริษัทจะแนะนำคือ แบบประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) ซึ่งมีกองทุนให้เลือกกว่า 73 กองทุน ทั้งกองทุนในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะฝั่งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ฉะนั้นสามารถกระจายเลือกลงทุนได้หลากหลาย

โดยปี 2566 มีโปรดักต์เรือธงที่เรียกว่า Global Index ขายผ่านช่องทางธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) และธนาคารยูโอบี (UOBT) ซึ่งโปรดักต์ตัวนี้ร่วมมือกับ Eastspring ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่มีความชำนาญในการลงทุนทั่วโลก ซึ่งโปรดักต์ Global Index ลงทุนในหลายสินทรัพย์ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และลงทุนในหลากหลายภูมิภาค ดังนั้นจะมีการกระจายความเสี่ยงได้ดี และสินค้าตัวนี้การันตีเงินต้นไม่หาย

4.เทคโนโลยีและเอไอ โดยปัจจุบันบริษัทมีทรานแซกชั่นของการทำธุรกรรมที่เป็นอัตโนมัติสูงที่สุดในภูมิภาคของกลุ่มพรูเด็นเชียลด้วยกัน เพื่อทำให้กระบวนการทำงานรวดเร็วขึ้น โดยบริการกรมธรรม์ผ่านช่องทางดิจิทัลเกือบ 95% ที่ไม่ต้องมีคนดำเนินการ ซึ่งการดีไซน์จะต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเหมือนมีคนมานั่งให้บริการอยู่ และต่อไปในอนาคตอาจต้องนำเอไอเข้ามาให้บริการเพื่อช่วยให้ใกล้เคียงกับการบริการของคนมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ในบริษัทมีการ Microsoft เป็นซอฟต์แวร์มาตรฐานในออฟฟิศ และทุกคนใช้ Microsoft Copilot เรียบร้อยแล้ว

5.การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งประเด็นนี้อยู่ใน DNA ของบริษัท “ชีวิตมีกันทุกวันดีกว่า” เพราะไม่ได้พูดถึงการทำธุรกิจเท่านั้น แต่ต้องมีส่วนร่วมในการทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นอย่างไร หรือไม่สร้างผลกระทบในด้านลบกับโลกใบนี้ โดยตั้งเป้าหมายชัดเจนในเรื่อง Carbon Footprint ภายในปี 2583 สิ่งที่บริษัทบริโภคจะต้องไม่สร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจก็ต้องเป็น Carbon neutrality เช่นกัน ซึ่งอาจจะดูว่าไกลตัว ดังนั้นในปีนี้วางแผนจะทำงานวิจัยร่วมกับองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและภูมิภาค เพื่อหาต้นเหตุของ PM 2.5 และช่วยแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับโปรดักต์ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ของปีนี้คือ 1.“PRU 888”: ชําระเบี้ยประกันภัยเพียง 8 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 88 ปี, รับเงินคืนทุกปี ปีละ 8% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้น ยาวจนถึงอายุ 87 ปี, รับเงินก้อนสูงถึง 888% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้น เมื่อครบกำหนดสัญญา

2.“ttb Global Index 15/5 และ UOB Smart Goal 5/15”: ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ที่จ่ายเบี้ยฯ ระยะสั้นเพียงแค่ 5 ปี รับความคุ้มครอง15 ปี มีโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนระดับโลก พร้อมความคุ้มครองชีวิตและการันตีค่าเบี้ยฯ ที่ชำระแล้วเต็มจำนวน

3.แผนประกันสุขภาพแบบต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิต เช่น พรูโรคร้าย ซูเปอร์คุ้ม ประกันโรคร้ายแรง เจอจ่ายจบ ที่จะคุ้มครองคุณจากโรคมะเร็งทุกระยะ และโรคร้ายอื่น ๆ / ประกันชีวิตและสุขภาพกลุ่มแบบครอบครัวเป็นประกันกองกลางคุ้มครองชีวิตในครอบครัว และแชร์วงเงินค่ารักษาพยาบาลร่วมกันได้ทั้งครอบครัว / แผนประกันคุ้มครองชีวิตและโรคร้าย มีเงินใช้สุขใจหลังเกษียณ พร้อมโอกาสรับเงินปันผล เป็นต้น

“ตั้งแต่เดือน เม.ย.นี้ จะเห็นการปรับแผนสินค้าสุขภาพ และจะมีการทยอยพาเหรดออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับประกันสุขภาพมาต่อเนื่อง เพราะเป็นปีที่เราจะมุ่งเน้นสินค้าประกันสุขภาพ ซึ่งจะขายผ่านทุกช่องทางการขาย สำหรับช่องทางแบงก์ อันดับ 1 คือ TTB และถัดมาคือ UOB ซึ่งเป็นพันธมิตรระดับภูมิภาค และตามมาด้วยพาร์ตเนอร์ล่าสุดธนาคารซีไอเอ็มบีไทย (CIMBT) ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจในเดือน ม.ค.2567 ค่อนข้างมีความพร้อมในการขายสินค้า ออกสตาร์ตยอดขายวิ่งทันที ค่อนข้างภูมิใจ และยังมีช่องทางดิจิทัล รวมถึงช่องทางตัวแทนอีกด้วย”