นักวิเคราะห์ มองเป้า SET สิ้นปี 1,535 จุด แนะลงทุน “หุ้นนอก” เชียร์กลุ่มเทคฯสหรัฐ

SET ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหุ้น หุ้นไทย

สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน แนะนำจัดพอร์ตลงทุน หุ้นต่างประเทศในสัดส่วนที่มากกว่าหุ้นไทย เชียร์กลุ่มเทคฯสหรัฐ พร้อมคาด SET สิ้นปี 1,535 จุด เพิ่มน้ำหนัก กลุ่มอาหาร-เครื่องดื่ม และลดน้ำหนักกลุ่มธนาคาร-ธุรกิจประกันภัย

วันที่ 1 เมษายน 2567 สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนร้อยละ 70.83 มองว่าดัชนีราคาหุ้นไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 มีแนวโน้มไปในทิศทางบวก

ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 25 มองว่ามีแนวโน้ม Sideways หรือไม่เปลี่ยนแปลงไปมากจากไตรมาส 1 และมีเพียงร้อยละ 4.17 % ที่มองไปในทิศทางลบ ทั้งนี้ค่าเฉลี่ยดัชนีหุ้นไทยสิ้นไตรมาสที่ 2 นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนคาดว่า จะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,447 จุด

แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค เงินทุนหลักทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง และท่องเที่ยว และลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นในกลุ่มธนาคารและธุรกิจประกันภัย และให้เป้าหมายดัชนี ณ สิ้นปี 2567 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,535 จุด

เมื่อให้มองยาวไปจนถึงสิ้นปี ปัจจัยที่มีผลบวกต่อตัชนีราคาหุ้นไทยในปี 2567 ผู้ตอบแบบสำรวจ 83.33% ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา และเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่ปัจจัยลบ มองว่ายังปัจจัยด้านการเมืองทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศสำคัญทั่วโลก

ขณะที่ ความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับการจัดพอร์ด แนะนำการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ให้แบ่งเงินลงทุนไว้ในหุ้นต่างประเทศ หรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 28% รองลงมาลงทุนในหุ้นไทย หรือกองทุนหุ้นไทย 23.46%

ตามมาด้วยการแบ่งเงินลงทุนไว้ในกองทุนอสังหา, กอง REIT และทองคำเท่ากันที่ 7.81% และสินทรัพย์อื่นๆ เช่น คริปโตฯ, น้ำมัน 1.04% พร้อมแนะนำให้มีเงินสดหรือเงินฝากระยะสั้น 8.33% ของพอร์ต และมีกองทุนตราสารหนี้ 23.54% โดยความคิดเห็นต่อการลงทุนต่างประเทศนั้น แนะนำให้ลงทุนกองทุนหุ้นสหรัฐฯโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี และSelective Asia เช่น จีน อินเดีย เกาหลี เวียดนาม

สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดธุรกิจ อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภคเงินทุนหลักทรัพย์ บริการรับเหมาก่อสร้าง และการท่องเที่ยว ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดธนาคาร และธุรกิจประกัน โดยรายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำโดยมีจำนวนสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 สำนักขึ้นไป ได้แก่

1. AOT ได้อานิสงส์จากท่องเที่ยวฟื้นตัว โดย ธปท. ดาดปีนี้มีนักท่องเที่ยว 34.5 ล้านคน +22.6% y-y อีกทั้งยังมีมาตรการรัฐ ฟรีวีซ่า หนุนนักท่องเที่ยว ซึ่ง AOT คาดผู้โดยสารในปีนี้ 20% เป็น 120 ล้านคนและไม่มีมาตรการให้ส่วนลดผู้ประกอบการ คาดรายได้ปีนี้ +39.6%

2. CK โดยมองว่า ได้ประโยชน์จากรับการเร่งรัดงบเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐปี67 ที่คาดจะช่วยหนุนให้การประมูลโดรงการรัฐหลังจากนี้มีจำนวนมากขึ้น โดยงานปีนี้ที่รอประมูลได้แก่ รถไฟทางคู่ขอนแก่น-หนองคาย ทางด่วนจตุโชติ และ ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง เป็นต้น นอกจากนี้ในด้านตันทุนพบว่าดัชนีวัสดุก่อสร้างที่ลดลงต่อเนื่องเป็นแรงหนุน

3.CPALL ได้ประโยชน์หลักจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติและการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐไม่ว่าจะเป็นทางตรงและทางอ้อม

4.MINT โดยมองว่าได้ประโยชน์จากธุรกิจโรงแรมในไทยและในยุโรปเติบโตดี ดอกเบี้ยจ่ยลดลง ธุรกิจอาหารฟื้นตัวสำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นที่เกินมูลค่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก และหุ้นรายตัวที่มีภาระกู้ยืมสูง/เพิ่มทุน

ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ โดยกล่าวถึงมาตรการทั้งในระยะสั้นและยาว แยกเป็นการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้าโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานของเก่าที่ยังค้าง เช่น EEC , Airport Link และท่าเรือน้ำลึก ถัดมาคือด้านการช่วยเหลือภาคประชน การลดภาระหนี้ภาคครัวเรือน

กระตุ้นการจ้างงานพร้อมกับพัฒนาแรงงานฝืมือและมาตรการเพิ่มกำลังซื้อ (ช้อปช่วยชาติ) ที่กระจายช่วงเวลาใช้ ไม่กระกในช่วงเวลาสั้นจนเกินไป และตามมาด้วย นโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยว ดึงความน่าสนใจท่องเที่ยวเมืองรอง และขยายเมือง สนับสนุน FDI อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพิ่มขีดจำกัดด้านการผลิต รวมถึงการย้ายฐานผลิตเข้ามาไทย