ค่าเงินบาทแข็งค่า ขานรับ GDP ไตรมาส 1/67 สูงเกินคาด
ค่าเงินบาทแข็งค่า ขานรับ GDP ไตรมาส 1/67 สูงเกินคาด
วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/5) ที่ระดับ 36.08/09 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/5) ที่ระดับ 36.20/22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ หลังตัวเลขเศราฐกิจสหรัฐที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวและตลาดแรงงานสหรัฐอ่อนแอลง ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้
โดยครั้งแรกจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย. และครั้งต่อไปในเดือน ธ.ค. สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเมื่อวันศุกร์ (17/5) Conference Board เปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ปรับตัวลง 0.6% ในเดือน เม.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลงเพียง 0.3% โดยดัชนีได้รับผลกระทบจากการลดลงของคำสั่งซื้อใหม่ และการปรับตัวลงของตลาดหุ้น
สำหรับปัจจัยในภูมิภภาค ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่า หลุดแนวรับ 36.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/267 เติบโต 1.5% สูงกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเติบโตเพียง 0.7-0.8% โดยตัวเลข GDP ได้แรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดี รวมทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ยังเติบโตได้ดี
อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ได้ปรับคาดการณ์ GDP ในปี 2567 ลงเหลือเติบโต 2-3% หรือช่วงกลางของคาดการณ์ที่ 2.5% จากเดิมที่เคยคาดว่าจะเติบโต 2.2-3.2% เนื่องจากการส่งออกฟื้นตัวช้ากว่าคาด การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าที่เคยคาด และการลงทุนภาครัฐยังหดตัว
นอกจากนี้แล้ววันนี้ (20/5) ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปีไว้ที่ระดับ 3.4% และคงอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีไว้ที่ระดับ 3.95% การประกาศคงอัตราดอกเบี้ย LPR มีขึ้นหลังจากที่ธนาคารกลางจีนมีคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง (MLF) ระยะ 1 ปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของจีนไว้ที่ระดับ 2.50% เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่
ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลางจีนมีความตั้งใจจะพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยไม่สร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินหยวน โดยในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 35.85-36.14 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.98/99 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/5) ที่ระดับ 1.0873/77 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/5) ที่ระดับ 1.0841/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สอดคล้องกับการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าเมื่อวันศุกร์ (17/5) ที่ผ่านมา มีการประกาศอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนอยู่ที่ 2.4% เมื่อเทียบรายปีในเดือน เม.ย. ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้
และนายลูอิส เดอ กวินโดส รองประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่า ผู้กำหนดนโยบายของยูโรโซน มีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงกลับมาที่เป้าหมายในปีหน้าจากแรงกดดันด้านราคาที่ลดลง ทั้งนี้ในระหว่างวันยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0862-1.0886 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0871/74 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20/5) ที่ระดับ 155.85/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/5) ที่ระดับ 155.86/88 ข้อมูลเบื้องต้นของสหพันธ์ธุรกิจเคดันเรนพบว่า บริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นเห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้าง 5.58% โดยเฉลี่ยในการเจรจาแรงงานประจำปีที่สิ้นสุดในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการขึ้นค่าจ้างครั้งใหญ่สุดในรอบ 33 ปี และอัตราการขึ้นค่าจ้างดังกล่าวก็สูงกว่าอัตราการขึ้นค่าจ้าง 3.9% ในปีที่แล้ว และใกล้เคียงอัตรา 5.6% ในปี 1991 ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 155.47-155.95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 155.68/69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสองเดือน เม.ย. (22/5), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (22/5), รายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐวันที่ 30 เม.ย.-1 พ.ค. (22/5), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (23/5), ดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือน เม.ย.จากเฟดชิคาโก (23/5),
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ค. (23/5), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือน พ.ค. (23/5), ยอดขายบ้านใหม่เดือน เม.ย. (23/5), ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือน เม.ย. (24/5) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (24/5)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.3/-9.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.5/-6.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ