บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินหุ้นไทยวันนี้เผชิญปัจจัยลบ หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐสูงกว่าคาดกดดันหนุน bond yield สหรัฐปรับขึ้น สร้างความไม่แน่นอนการลดดอกเบี้ยเฟด แนวรับ 1,310 จุด แนวต้าน 1,345 จุด หากทะลุผ่านได้ถึงจะเกิดสัญญาณรีบาวนด์
วันที่ 10 มิถุนายน 2567 บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด รายงานว่า ประเมิน SET วันนี้ เผชิญปัจจัยลบ หลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือน พ.ค. สูงกว่าคาด หนุน bond yield สหรัฐปรับขึ้น สร้างความกังวลต่อความไม่แน่นอนการลดดอกเบี้ยเฟด ด้านแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,320 และ 1,310 จุด ตามลำดับ ส่วนการฟื้นตัวยังถูกจำกัดที่แนวต้าน 1,340-1,345 จุด ต้องขึ้นทะลุผ่านก่อนถึงเกิดสัญญาณรีบาวนด์
ช่วงสั้นมอง SET ยังเปราะบาง โดยได้รับแรงกดดันจากประเด็นความเสี่ยงทางการเมืองในประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกดดันให้ SET ยัง underperform ตลาดหุ้นในภูมิภาค ส่วนการประชุมนโยบายการเงินของ กนง. คาดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% เช่นเดิม
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศคาดยังไร้สัญญาณบวกใหม่ในสัปดาห์นี้ อาทิ เงินเฟ้อ พ.ค. ของสหรัฐและจีนคาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้น MOM ส่วนการประชุมนโยบายการเงินของเฟดคาดจะมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.50% แต่คาดจะมีปรับ dot plot ลดดอกเบี้ยในปีนี้น้อยกว่าคาดการณ์เดิมที่ 3 ครั้ง ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “selective buy”
ประเด็นสำคัญวันนี้
1.ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร พ.ค.ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.72 แสนตำแหน่ง สูงกว่าตลาดคาด 1.85 แสนตำแหน่ง ส่วนอัตราว่างงาน พ.ค. ปรับขึ้นสู่ 4.0% สูงสุดนับตั้งแต่ ม.ค. 2565 และสูงกว่าคาดที่ 3.9%
2.OPEC+ ส่งสัญญาณระงับการปรับเพิ่มกำลังผลิตหลัง 3Q67 หากราคาน้ำมันปรับตัวลง ขณะที่ Baker Hughes ระบุ บ.พลังงานของสหรัฐลดจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลงสู่ระดับต่ำสุดในสัปดาห์ก่อนนับตั้งแต่ ม.ค. 2565
3.ธนาคารกลางจีน (PBOC) ระงับการซื้อทองคำเข้ากองทุนสำรองใน พ.ค. หลังซื้อติดต่อกัน 18 เดือน เนื่องจากราคาทองสปอตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน พ.ค.
4.สัญญาข้าวสาลี -1.8% DOD หลังตุรกีระงับนำเข้าข้าวสาลี 21 มิ.ย.-15 ต.ค. เพื่อปกป้องกลุ่มผู้ผลิตข้าวสาลีในประเทศ ทำให้เกิดความกังวลอุปสงค์ทั่วโลก และตลาดยังคาดผลผลิตข้าวสาลีในสหรัฐจะปรับตัวสูงขึ้น
5.เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ หลังพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งของ EU ต่อฝ่ายขวาจัดเมื่อ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยกำหนดเลือกตั้ง สส. รอบแรก 30 มิ.ย. รอบสอง 7 ก.ค.
6.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) รายงานเงินเฟ้อทั่วไป พ.ค. +1.54% YOY สูงสุดรอบ 13 เดือน จากการสูงขึ้นของค่าไฟฟ้าจากฐานต่ำปีก่อน รวมทั้งราคาเชื้อเพลิงและอาหารสดสูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป 5M67 ลดลง 0.13% YOY
7.บริษัทซูซูกิมอเตอร์คอร์ปอเรชั่น ประกาศยุติการผลิตรถยนต์ของ บจ.ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนโครงสร้างการผลิตของซูซูกิทั่วโลก
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน
มองตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงกดดันจากความเสี่ยงทางการเมืองในประเทศ กดดันให้ SET ยัง underperform ตลาดหุ้นในภูมิภาค ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศคาดยังไร้สัญญาณบวกใหม่ในสัปดาห์นี้ กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “selective buy” ใน 4 ธีม ดังนี้
1) หุ้นที่คาด 2Q67 กำไรจะเติบโตทั้ง YOY และ QOQ อีกทั้ง valuation ยังไม่แพง นอกจากนี้ยังเป็นหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวชนะตลาดได้ YTD เลือก ICT (ADVANC) TOURISM (MINT) และ FOOD (TU BTG OSP)
2) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์บวกจากการเข้าสู่บรรยากาศแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ยูโร 2024) ในช่วงวันที่ 14 มิ.ย.-14 ก.ค. 67 เลือก ADVANC TRUE CPALL CPAXT BJC MINT TU
3) หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการผลิต (โดยเฉพาะจีน) และผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่ราคาหุ้นยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยบวกดังกล่าว เลือก KCE SCGP PTTGC
4) สถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มเบาบางลง ทำให้ราคาน้ำมันดิบ brent ปรับตัวลดลงมาอยู่ในกรอบล่างของช่วง 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งมองยังสามารถมีหุ้นน้ำมันสำหรับป้องกันความเสี่ยง (hedging) ได้ ดังนั้นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง จึงยังคงเลือกหุ้นน้ำมันขั้นต้นอย่าง PTTEP
หุ้นแนะนำ HANA มองได้อานิสงส์บาทอ่อนค่า และผลการดำเนินงานจะทยอยฟื้นตัวใน 2Q67 และคาดจะฟื้นตัวชัดเจนใน 2H67 แรงหนุนจากวงจรการเปลี่ยนสมาร์ทโฟน AI ธุรกิจ RFID และธุรกิจ PMS ขณะที่คาดไม่ได้รับผลกระทบจากราคาทองแดงและทองคำที่เพิ่มขึ้น เพราะสามารถส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบไปยังลูกค้าได้
KBANK มองราคาหุ้นยัง laggard และปี 2567 คาดกำไรจะยังอยู่ในระดับทรงตัวได้ YOY จากการเติบโตของสินเชื่อที่ 3%, NIM ที่หดตัวลง 3 bps, credit cost ที่ลดลง 13 bps, non-NII ที่ลดลง 9% และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ในระดับทรงตัว ขณะที่ยังมีแนวโน้มจ่ายปันผลดี คาดให้ dividend yield ปีนี้ราว 5.3%