เคส “ดิไอคอนกรุ๊ป” กำลังสร้างความสั่นสะเทือนให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก เพราะมีตัวละครมากมาย หลากหลายวงการเข้าไปเกี่ยวข้อง บางส่วนอยู่ในเครือข่ายของธุรกิจลงทุนลักษณะ “แชร์ลูกโซ่” นี้ และบางส่วนก็เป็นผู้เสียหาย แถมยังมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้หลาย ๆ หน่วยงานเข้าไปเทกแอ็กชั่น
ไม่ว่าจะเป็นตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็เข้าไปทำคดี ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็มีการตรวจสอบเส้นทางเงิน
รัฐบาลก็นั่งไม่ติด นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำชับให้กระทรวงการคลังเข้าไปดูแล ตรวจสอบ รวมถึงกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการทำธุรกิจลักษณะนี้เกิดขึ้น
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า จะเข้าไปดูว่า กรณีดิไอคอนเข้าข่ายผิดมาตรา 341-342 ประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ รวมถึงพระราชกำหนดกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ซึ่งต้องดูว่าเข้าลักษณะ 3 ประการหรือไม่ คือ 1.เป็นการโฆษณาให้บุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปรับรู้
2.จ่ายผลตอบแทนที่สูงกว่า หากมีลักษณะการกู้ยืมเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่จ่ายอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่สถาบันการเงินคิด
และ 3.การนำเงินจากคนอื่น เพื่อมาจ่ายหมุนเวียนให้กับผู้ที่ให้การกู้ยืม และกิจการที่ประกอบนั้น ชอบด้วยกฎหมาย และผลประโยชน์ที่ได้จากการประกอบการมีเพียงพอที่สามารถนำมาจ่ายได้
ขณะที่ นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังจะเข้าไปดูว่าเข้าข่ายผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ หรือไม่ โดยต้องเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวน ที่มีอํานาจในการสอบสวนต่าง ๆ ต้องไปดูเรื่องนี้
โดยหน่วยงานที่จะเป็นผู้ดําเนินคดี ต้องดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ว่าจะเข้าข้อหาการกระทําความผิดตามกฎหมายใดบ้าง ไม่ใช่ พ.ร.ก.แชร์ลูกโซ่ อย่างเดียว จะต้องดูข้อเท็จจริงต่าง ๆ ประกอบด้วย
ส่วนการที่รัฐบาลให้นโยบายมาพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย พ.ร.ก.การกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ให้ทันสมัยและสามารถที่จะดําเนินการได้อย่างฉับไว ครบถ้วนนั้น กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ สศค.หารือกับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ สศค.อยู่ระหว่างการตั้งทีมทำงาน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้กรมสรรพากรไปตรวจสอบการยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัท และการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้ต้องหาทั้ง 18 คน ซึ่งพบว่า ผู้ต้องหาบางรายไม่ได้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือบางรายยื่นแบบแสดงเงินได้ไม่ครบถ้วน โดยจะส่งชุดข้อมูลดังกล่าวให้กับหน่วยงานสืบสวนต่อไป เมื่อมีการร้องขอ
“เรามีการประสานงานกันอยู่แล้ว ทางกระทรวงการคลังเอง พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานสืบสวน ซึ่งต้องไปดูกันต่อว่ารายได้ตรงกับที่แจ้งหรือไม่ และมีรายได้เกินมาจากส่วนไหน”
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการดำเนินการออกหมายเรียกไปยังธนาคาร เพื่อให้ส่งข้อมูล และออกหมายไปเพื่อตรวจการเสียภาษี ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล
“การไม่ยื่นแบบเงินได้ ไม่ได้แปลว่าเขามีความผิดทันที เพราะเขาอาจจะไม่มีรายได้ในปีนั้นก็ได้ ซึ่งต้องไปพิสูจน์ทราบต่อไป”
นายจุลพันธ์กล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลังจะเข้าไปดูการปรับแก้ ปรับระเบียบกฎหมาย พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีการใช้งานมานานมาก เก่ามากแล้ว ควรจะมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้มีความเป็นทันสมัย เป็นปัจจุบัน และสอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะนี้มากขึ้น
“เรื่องปรับปรุงกฎหมาย สศค.ได้มีการประชุมเรื่องดังกล่าวไปแล้ว และจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพื่อปรับปรุงรูปแบบกฎหมายให้เท่าทันสถานการณ์ และเหตุการณ์ที่เป็นอยู่” รมช.คลังกล่าว