เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

‘อัสสเดช’ หนุน M&A เพิ่มมูลค่า บจ. ดันหุ้นไทยพ้นทศวรรษที่สูญหาย

18 พ.ย. 2567 | 10:49น.
อัสสเดช คงสิริ

“อัสสเดช คงสิริ” เผยโจทย์เร่งด่วนตลาดหุ้นสร้างความเชื่อมั่น เปิดกลยุทธ์ 3 ปี เพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียนไทย ยกโมเดล “เกาหลี-ญี่ปุ่น” ดันตลาดหุ้นไทยพ้นทศวรรษที่สูญหาย เจรจาคลังงัดมาตรการภาษี-แก้กฎระเบียบ หนุน บจ. “ควบรวมกิจการ” ชูดีล GULF-INTUCH กลยุทธ์น่าจับตา ผลักดัน “Family Business” ยกระดับเข้าตลาด ตั้งเป้าเป็น Listing Hub ดึงดูดบริษัทต่างชาติระดมทุน สร้างนักลงทุนกลุ่มใหม่ ผนึกคลัง-ก.ล.ต. หนุนคนไทยออมผ่านตลาดหุ้น

พ้นทศวรรษที่สูญหาย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คนที่ 14 เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สิ้นเดือน พ.ย.นี้ (28 พ.ย.) ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมแถลงแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2568-2570) อย่างเป็นทางการ หลังผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (บอร์ด ตลท.) ไปเรียบร้อยแล้ว

โดยหนึ่งในแผนกลยุทธ์พื้นฐานสำคัญที่จะผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยพ้นทศวรรษที่สูญหาย (Lost Decade) คือการสร้างโปรแกรมสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่มีอยู่เกือบ 900 บริษัท ซึ่งจะคล้ายโปรแกรม Value up ของตลาดหุ้นเกาหลี และโปรแกรม Corporate Reform ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น เช่นเดียวกับตลาดหุ้นฮ่องกงและมาเลเซียที่กำลังจะเริ่มดำเนินการเรื่องนี้

โดยจะเป็นโปรแกรมจูงใจให้บริษัทจดทะเบียนคิดพัฒนาเพิ่มศักยภาพและเพิ่มมูลค่าบริษัทของตัวเอง เพราะหลายบริษัทมีทุนมีสินทรัพย์แต่ไม่ได้ทำให้มีมูลค่าเพิ่ม

ตัวอย่างโปรแกรม Corporate Reform ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นคือ การปรับกฎเกณฑ์ในการเปิดเผยข้อมูลให้ บจ.ที่เข้าโครงการสามารถเปิดเผยแผนข้อมูลอนาคตได้มากขึ้น จากปัจจุบันเราจะดูข้อมูลงบการเงินย้อนหลังตลอด

ดังนั้นถ้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกรอบแนวคิดนี้ให้ บจ.ไทยสื่อสารแผนอนาคตกับนักลงทุนได้มากขึ้นและชัดเจนขึ้นน่าจะช่วยได้มาก ส่วนถ้ามีแรงจูงใจทางการเงินและภาษี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะต้องไปพูดคุยกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

แผนผลักดัน M&A

นายอัสสเดชกล่าวว่า หนึ่งในการยกระดับศักยภาพบริษัทจดทะเบียนคือ การผลักดันให้เกิดการควบรวมกิจการ (M&A) ให้มากขึ้น เพราะมองว่า M&A เป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้บริษัทมี Value และมีความน่าสนใจมากขึ้น

ขณะที่ดีล M&A ในประเทศไทยยังเกิดขึ้นน้อย และส่วนตัวก็มีความเชี่ยวชาญเคยทำงาน Investment Banking มาก่อน โดยเรื่องสำคัญที่ต้องดู เช่น ด้านภาษีหรือกฎเกณฑ์ ที่ต้องพิจารณาว่าทำอย่างไรให้การควบรวมและซื้อขายกิจการทำได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

อย่างเช่นกรณี บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการควบรวมกิจการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะสร้างบริษัทใหม่ (NewCo) ที่น่าสนใจ และจะเป็นหุ้นใหญ่ในตลาดหุ้นไทย

เพราะภายใต้บริษัทใหม่ จากการวิเคราะห์ส่วนตัว ธุรกิจพลังงานการเติบโตจะมีขีดจำกัด แต่พอดึงธุรกิจเทคโนโลยีเข้ามาเสริม และใช้ทุนมาผลักดัน S-Curve ใหม่ ก็จะเป็นกลยุทธ์ที่น่าจับตามอง

“การทำดีล M&A ต้องลดความยากลงให้ได้ ซึ่งก็เป็น Pain Point ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องไปพูดคุยกับองค์กรอื่น ๆ ด้วย เพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นได้มากกว่านี้ ซึ่งคงต้องไปปรึกษาท่านรัฐมนตรีคลัง กับทางกระทรวงการคลังว่าเราจะผลักดันเรื่องนี้ได้อย่างไร”

ผลักดันธุรกิจครอบครัว

นายอัสสเดชกล่าวถึงกรณีหุ้นไทยติดกับดัก 1,400-1,500 จุด ว่า เป็นอะไรที่ท่านประธานบอร์ด กิติพงศ์ (อุรพีพัฒนพงศ์) ให้ความสำคัญค่อนข้างมาก ซึ่งขณะนี้ก็ผลักดันอยู่ 2 เรื่องสำคัญคือ

1.ผลักดันธุรกิจครอบครัว (Family Business) จัดสัมมนาให้ความรู้ธุรกิจครอบครัว เพื่อที่จะข้ามมาเป็น Professional ได้อย่างไรในแต่ละเจเนอเรชั่น ด้วยการเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และ 2.สนับสนุนสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ที่เป็น New S-curve ขึ้นมาให้ได้

คือถ้ามองย้อนหลังไป 50 ปีที่ผ่านมา บริษัทท็อป 100 ของตลาดหุ้นสหรัฐเทียบกับยุโรป พบว่าในสหรัฐ 80-90% ไม่เหมือนเดิม มีบริษัทใหญ่ ๆ หน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ดูฝั่งยุโรป 80% ยังเหมือนเดิม ชื่อเดิม ๆ ซึ่งเราไม่อยากให้ประเทศไทยเหมือนยุโรป เราต้องหาทางสนับสนุนสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ชื่อใหม่ ๆ ขึ้นมาให้ได้ บทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯ เราเป็นแหล่งที่ให้นักลงทุนและบริษัทที่ต้องการระดมทุนเพื่อขยายกิจการมาเจอกันได้

นายอัสสเดชกล่าวว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา ประธาน ตลท.ได้จัดงานเชิญสตาร์ตอัพมาพบ Venture Capital มาเจอกองทุน นักบัญชี นักกฎหมาย ร่วมพูดคุยช่วยแก้ Pain Point ตรงนั้น ก็เป็นไอเดียที่กำลังพัฒนาอยู่ ซึ่งอาจใช้ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ในการผลักดันสำหรับเงินตั้งต้น (Seed money) หรือจะเป็น Professional Investment Company ก็ได้ ในทางกลับกันก็ต้องมีมาตรการกฎเกณฑ์ที่จะป้องกันนักลงทุนด้วย

ปั้นตลาดหุ้นไทย Listing Hub

สำหรับนโยบายของรัฐบาลเรื่อง Financial Hub นายอัสสเดชกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนเต็มที่ แต่ทุกอย่างอยู่ที่รายละเอียด ว่าเราพร้อมแค่ไหน รวมถึงเสถียรภาพของสถาบันการเงินของประเทศไทย ต้องหาสมดุล ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มองถึงเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางระดมทุน (Listing Hub) ที่บริษัทต่างประเทศต้องมาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ดีต้องหาอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย รวมทั้งต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น BOI ว่าจะส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้มั้ย เพราะ ตลท.อาจจะเป็นปลายทาง ถ้านโยบายภาครัฐไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมพวกนี้มาลงทุน ก็จะมาถึงตลาดทุนได้ค่อนข้างยาก

แต่ถ้าอุตสาหกรรมนั้น ๆ เข้ามาลงทุน แข็งแรงและเติบโต ระดมทุนอยู่ในตลาดหุ้นไทยเยอะ นักลงทุนต่างชาติก็จะมาสนใจตลาดหุ้นของเรา ก็จะเป็นแรงดึงดูดให้บริษัทต่างชาติ หรือซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมนั้น ๆ สนใจที่จะมาระดมทุนตลาดหุ้นไทยด้วย

มาตรการจูงใจ บ.ต่างชาติ

“รุ่นพ่อรุ่นแม่ของเรามีนโยบายสร้างให้ประเทศไทยเป็น ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ เป็นฐานการผลิตยานยนต์ คือต้องเริ่มจากจุดหนึ่งก่อนมาถึงวันนี้ได้ อย่างตอนนี้ก็ดูว่า เฮลท์แคร์ หรือเวลเนสของไทยที่เป็นจุดแข็ง ในอนาคตต้องมีดีมานด์แน่นอนเรื่องเฮลท์แคร์ อุปกรณ์การแพทย์ มีโอกาสที่จะดึงดูดเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหรือไม่ ซึ่งจะเป็น Wellness Hub หรือ Healthcare Hub ได้มั้ย ตลาดทุนก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ” นายอัสสเดชกล่าวและว่า

นอกจากนี้จากผลกระทบกำแพงภาษีของนโยบายทรัมป์ ที่มีบางอุตสาหกรรมย้ายฐานการผลิตมาอยู่ประเทศไทย ก็คิดว่าควรมีมาตรการจูงใจ ชักชวนให้เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทยด้วย ซึ่งก็จะสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนไทยด้วยเช่นกัน

โมเดลญี่ปุ่น “ออมผ่านตลาดหุ้น”

สำหรับในฝั่งของนักลงทุน นายอัสสเดช กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังศึกษาโครงการ Nippon Individual Savings Account (NISA) ของประเทศญี่ปุ่น เป็นการส่งเสริมให้คนญี่ปุ่นออมและลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นมากขึ้น ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจ ซึ่งเป็นนโยบายหลักอันหนึ่งที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ดูอยู่ และประสานความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และกระทรวงการคลัง

“โครงการ NISA ก็คือ คนที่เอาเงินออม ซึ่งที่ญี่ปุ่นเข้าใจว่ามีเงินสดในบัญชีกันเยอะที่ไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์ และดอกเบี้ยเงินฝากในญี่ปุ่นก็ต่ำมาก แทนที่จะเก็บเงินไว้ในบัญชี 100% เขาก็สนับสนุนให้มาเปิด Savings Account หรือบัญชีเงินออมที่ลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น และหากลงทุนจะไม่ถูกนับว่าเป็นรายได้ ก็คือจะมีแรงจูงใจทางด้านภาษี”

โจทย์เร่งด่วนตลาดหุ้น

นายอัสสเดชกล่าวว่า โจทย์เร่งด่วนที่ต้องแก้ไขก็คงเป็นเรื่องความเชื่อมั่น ต้องยอมรับว่าใน 2-3 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่ทำให้ความเชื่อมั่นใน “ตลาดทุน” ลดลง ดังนั้นต้องร่วมสร้างความมั่นใจขึ้นมา บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ต้องทำหน้าที่ที่ดีในการเปิดเผยข้อมูลอย่างเท่าเทียมกัน

“หลักการที่ผมคิดว่าเป็นตัวสำคัญในการบริหารตลาดทุน คือต้องทำเพื่อส่วนรวมและสร้างความเท่าเทียม เรื่องความเชื่อมั่น ความเท่าเทียมของ บจ. ที่จะเปิดเผยข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญในฝั่ง Supply-side”

ส่วน Demand-side ก็คือ “นักลงทุน” โดยเน้นย้ำกับทุกคนว่า ต้องการดูพฤติกรรมของนักลงทุนมากกว่าการที่จะไปแยกแยะว่าเป็นกลุ่มโรบอตเทรด, HFT, รายย่อย, รายใหญ่, สถาบัน ต้องทรีตทุกคนเท่าเทียมกัน กฎเกณฑ์เดียวกัน

และมาดูที่ “พฤติกรรม” ถ้าพฤติกรรมไม่ดีก็ไม่ควรจะอยู่ หรือมาเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น ถ้ามีพฤติกรรมที่เหมาะสมตามเกณฑ์ก็ควรจะสนับสนุน ซึ่งโรบอตเทรดก็จะมีพฤติกรรมเหมือนมนุษย์ ว่าจะเกิดการปั่นหุ้นหรือไม่ปั่นหุ้น เราต้องคอยมอนิเตอร์

ล่าสุดก็มีมาตรการ Dynamic Price Band ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งที่จะคอยแตะเบรกในหุ้นที่อาจจะร้อนแรงผิดปกติ แบบไม่มีข้อมูลหรือพื้นฐานที่จะผลักดันราคาให้ขึ้นไปในลักษณะนั้น

มอนิเตอร์ 5 แสนรายการ/วัน

ผู้จัดการตลาดหุ้นอธิบายว่า เพราะฉะนั้นงานเฝ้าระวัง ด้านงานกำกับ ฝ่ายนักลงทุนสำคัญมาก และที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำเยอะมาก โดยปี 2567 ฝ่ายกำกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มอนิเตอร์ข้อมูลซื้อขาย 106 ล้านรายการ (ข้อมูล ณ วันที่ 1 พ.ย. 2567) หรือประมาณ 5.2 แสนรายการต่อวัน ที่ต้องคอยวิเคราะห์ว่าเป็นพฤติกรรมที่ดีหรือไม่ดี เพราะฉะนั้นเป็นงานที่ละเอียดอ่อนมาก และก็ใช้เวลา ใช้วิจารณญาณ และใช้เทคโนโลยีอย่างมหาศาล

เช่นเดียวกับเรื่องข่าว บจ. เข้าใจว่ามีอย่างน้อยเฉลี่ยวันละ 260-300 ข่าว ที่ทีมตลาดหลักทรัพย์ฯต้องมาวิเคราะห์ทุกเช้า เพื่อดูว่าข้อมูลที่นักลงทุนหรือตลาดทุนควรจะรับทราบ เพี้ยนไปมั้ย อย่างล่าสุดที่ทำมากขึ้นก็คือ การตั้งคำถามให้บจ. เปิดเผยว่า ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 2-3 วัน มากผิดปกติ มีปัจจัยอะไรที่นักลงทุนควรทราบมั้ย เพื่อให้ บจ.ออกมาเปิดเผยข้อมูลให้เร็วมากยิ่งขึ้น

“เราเป็นต้นน้ำของข้อมูลพวกนี้ หน้าที่ของเราคือรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ ส่งให้สำนักงาน ก.ล.ต. ดำเนินการต่อ ซึ่งมีขั้นตอนหลายส่วน จริง ๆ ต้องเรียกว่าร่วมมือกัน”

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้นำเอไอมาช่วย แต่ก็ต้องพัฒนาต่อเนื่อง เพราะเมื่อจับได้วิธีหนึ่ง เขาก็จะหาวิธีใหม่เพื่อหลบหลีกพฤติกรรมให้เราจับไม่ได้ ก็เป็นลักษณะของ “แมวไล่จับหนู” ตลอด

เปิด Sandbox ลดคาร์บอน

นายอัสสเดช กล่าวถึง ทิศทางของตลาดหลักทรัพย์ฯว่า มีบทบาทในการช่วยเหลือให้บริษัทจดทะเบียน ดำเนินการเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) เรื่องคาร์บอนเครดิต และการวัดการปล่อยคาร์บอน เพราะต่อไปการกู้เงินจะมีแรงกดดันที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลด้านนี้มากขึ้น

อย่างกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) รวมทั้งต่อไปนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบัน ที่จะเข้ามาลงทุนก็ต้องดูข้อมูลพวกนี้มากขึ้น ธุรกิจที่ส่งออกไปยุโรปก็จะมีเกณฑ์ CBAM ดังนั้นแต่ละบริษัทต้องรู้ข้อมูลว่าตัวเองปล่อยก๊าซเรือนกระจกแค่ไหน

เบื้องต้นตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสร้างแพลตฟอร์ม Carbon Calculator ทำเป็น Sandbox Project โดยร่วมมือกับ EXIM Bank เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนและบริษัทนอกตลาด สามารถนำข้อมูลกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท เพื่อมาคำนวณว่าบริษัทมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแค่ไหน และควรจะลดอย่างไร ช่วยอำนวยความสะดวก บจ.ไม่ต้องไปพัฒนาระบบของตัวเอง

รวมถึงแผนที่จะสร้างแพลตฟอร์มให้บริษัทต่าง ๆ สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งยังวิเคราะห์อยู่ว่าจะใช้แพลตฟอร์มไหนเหมาะสมที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อบริษัทจดทะเบียนโดยรวม ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องใช้ TDX (ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย) ก็ได้