Skip to content

คลัง-ธปท.ประเมินจีดีพี 6 เดือนโต 3%-ครึ่งปีหลังเสี่ยงซึมยาว

02 ส.ค. 2568 | 11:27น.
คลัง-ธปท.ประเมินจีดีพี 6 เดือนโต 3%-ครึ่งปีหลังเสี่ยงซึมยาว

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจดูจะคลี่คลายไปในทางที่ดีมากขึ้น เพราะทุก ๆ ประเทศ แม้จะถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษี แต่ก็ไม่ใช่กรณีเลวร้ายที่สุด อย่างที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศไว้เมื่อตอนเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของเศรษฐกิจไทย ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ยังได้รับอานิสงส์จากการเร่งส่งออกไปสหรัฐ ก่อนถูกเก็บภาษี ขณะที่ครึ่งปีหลังก็อาจจะไม่แย่อย่างที่คิด

คลังปรับเพิ่มจีดีพีโต 2.2%

ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แถลงปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.2% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 1.7-2.7%) ปรับตัวดีขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่คาดไว้ 2.1%

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 29 ก.ค. ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ออกประมาณการเศรษฐกิจโลกโดยมองปีนี้จะขยายตัว 3% ส่วนเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.8% เป็น 2%

“ซึ่งข้อมูลก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันระหว่าง IMF กับเรา โดยประมาณการของ สศค. มองเศรษฐกิจโลก หรือคู่ค้า 15 ประเทศหลัก จะโต 2.8% เพิ่มจากครั้งก่อนที่คาด 2.7% ส่วนเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะโต 2.2% จากเดิมคาด 2.1%”

โดยมี 3 เครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยโตได้ดีขึ้น ได้แก่ 1.การผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งทั้งปีคาดจะกลับมาขยายตัวที่ 1.2% ต่อปี พลิกจากปีที่แล้วที่หดตัว -0.4% ตามการฟื้นตัวของกลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วน และแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์

2.การส่งออกที่ขยายตัวดี คาดว่าทั้งปีจะขยายตัว 5.5% ต่อปี ปรับขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 2.3% โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้าของประเทศคู่ค้าในครึ่งปีแรก ขณะที่การนำเข้าสินค้าคาดว่าจะโต 5% ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุน เพื่อนำมาผลิตเพื่อส่งออก ทั้งนี้ คาดว่าไทยจะได้รับข้อตกลงผ่อนปรนภาษีนำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) อัตราภาษีออกมาใกล้เคียงกับประเทศอื่นในอาเซียน เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น

หรือคาดว่าอัตราจะอยู่ในช่วง 15-36% โดยไม่น่าจะสูงถึง 36% และไม่ต่ำกว่า 15% (คาดการณ์ ณ วันแถลงข่าว 30 ก.ค.)

และ 3.การบริโภคภายในประเทศ โดยการบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 3.1% ขณะที่การลงทุนภาครัฐคาดจะขยายตัวที่ 3% ต่อปี จากคราวก่อนประมาณการที่ 0.4% การบริโภคภาครัฐคาดขยายตัว 1.2% การลงทุนภาครัฐขยายตัว 3.9% ประกอบกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ที่จะช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เอื้อกับการขยายตัวได้ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คาดว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัว คาดทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.5 ล้านคน

นายพรชัยกล่าวว่า ตัวชี้วัดด้านเสถียรภาพถือว่ามั่นคง โดยคาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 0.4% ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุล 1.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.9% ของ GDP

ทั้งนี้ การประมาณการได้คำนึงถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมทางภาคเหนือ และผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ประเมินว่าผลกระทบมีจำกัดอยู่ในพื้นที่ชายแดน ประมาณ 7 จังหวัด และความเสียหายด้านทรัพย์สินและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ทางการทหาร ซึ่งกระทรวงการคลังได้ให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาแล้ว ทั้งขยายวงเงินทดรองราชการ และการช่วยเหลือผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ

5 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง

“ช่วงครึ่งปีแรก คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดี โดยต้องติดตามทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี ที่จะเผชิญความท้าทายจากแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม”

ผู้อำนวยการ สศค.ชี้ว่า ในระยะต่อจากนี้ไป ต้องติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด ได้แก่

1.นโยบายด้านภาษีของสหรัฐ และผลกระทบทางอ้อมจากการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีที่ย้ายตลาดเข้าสู่ไทยมากขึ้น
2.ทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
3.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในและนอกประเทศ
4.ระดับหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชน และ
5.การย้ายฐานการลงทุนและการผลิตในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีของสหรัฐ

ครึ่งปีแรกจีดีพีขยายตัว 3%

ขณะที่ นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ยังไม่ได้ผิดไปจากประมาณการที่ ธปท.ให้ไว้ โดยในไตรมาสที่ 1/2568 ขยายตัวได้ 3.1% และในไตรมาสที่ 2/2568 ขยายตัวใกล้เคียง 3% ส่งผลให้ตัวเลข 2 ไตรมาสที่ออกมา เฉลี่ยขยายตัว 3% ซึ่งสะท้อนตามข้อมูลจริงที่ออกมาจากภาคการส่งออกและภาคการผลิตขยายตัวดี

อย่างไรก็ดี มองไปในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2568 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น นอกจากนโยบายภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal Tariffs) ทั้งในเรื่องของความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

และปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือ เป็นต้น ซึ่งก็ต้องติดตามพัฒนาการประเด็นความเสี่ยงเหล่านี้ โดย ธปท.จะมีการทบทวนประมาณการเติบโตจีดีพีภายในเดือน ต.ค. 2568

“จีดีพีที่คาดจะโต 2.3% ธปท.วางสมมุติฐานภาษีอยู่ที่ 18% ซึ่งต้องรอติดตามตัวเลขที่จะออกมา หากดูประเทศใหญ่ ๆ ออกมาเฉลี่ย 15% ประเทศพัฒนาแล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 20% บวกลบ หวังว่าไทยจะไม่หนีจากเพื่อนหรือคู่ค้ามาก”

ธปท.มองเศรษฐกิจส่อซึมยาว

นางสาวชญาวดีกล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ธปท.มองว่าภาคการส่งออกในไตรมาสที่ 3 และที่ 4 รวมถึงปี 2569 มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลง ขณะที่ความเสี่ยงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ก็เป็นความเสี่ยงเพิ่มเติม เนื่องจากไม่ได้กระทบแค่ในมิติค้าชายแดน หรือแค่ในพื้นที่ แต่ยังกระทบในมิติด้านอื่น ๆ เช่น รายได้ของคนที่หายไป และการซ่อมสร้างที่จะเกิดขึ้น เป็นต้น

ซึ่งในส่วนของนโยบายการเงินมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องนำปัจจัยความเสี่ยงทั้งหมดมาพิจารณาว่า ปัจจัยเศรษฐกิจเป็นไปตามที่ประเมินไว้หรือไม่ แต่มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ 1.75% ต่อปี เป็นระดับที่เรียกว่า Robust Policy เป็นนโยบายการเงินแบบยืดหยุ่น รองรับได้หลายสถานการณ์ รวมถึงอาจจะต้องมีมาตรการจากภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วย

“จะเห็นว่า IMF ปรับจีดีพีไทยเพิ่มขึ้นจาก 1.8% เป็น 2% และ สศค.ปรับจาก 2.1% เป็น 2.2% ซึ่งเป็นการปรับตามตัวเลขจริงที่ออกมาดี เพราะเศรษฐกิจโลกและสหรัฐออกมาดี เราก็ไม่ได้แย่ อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจทั้งปีมี 4 ไตรมาส ซึ่งตอนนี้เรามีอยู่ในกระเป๋าแล้ว 2 ไตรมาส เฉลี่ยอยู่ที่ 3% ซึ่งเรามองว่าในไตรมาสที่ 3 และ 4 หากเทียบ QOQ โตน้อยมาก และภาพรวมครึ่งปีหลังอาจจะไม่ได้ดีเท่าครึ่งปีแรก หลังจากนี้ไปการชะลอตัวของเศรษฐกิจคงมี และคงเป็นการซึมยาว แต่คงไม่ได้ตกเหว แต่ก็คงบอกไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ตัวเลขครึ่งปีแรกยังคงเป็นไปตามคาด แต่ครึ่งปีหลังเราไม่แน่ใจ เพราะยังมีความเสี่ยงเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องติดตาม”