พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย KKP ความกังวล เศรษฐกิจไทย
KKP Research ประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2568 เผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าสหรัฐ แม้ครึ่งปีแรกโตดีกว่าคาด จากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการบังคับใช้ จับตาสภาพัฒน์ประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 วันที่ 18 ส.ค. หากขยายตัวถึง 3.6% อาจหนุนให้ทั้งปีเติบโตกว่า 2%
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า KKP Research ประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวและยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ แม้ภาพรวมครึ่งปีแรกเติบโตดีกว่าคาดจากปัจจัยชั่วคราว โดยเฉพาะการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐ ก่อนที่มาตรการภาษีนำเข้าใหม่จะมีผลบังคับใช้
โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป สินค้าส่งออกจากไทยไปสหรัฐจะถูกเรียกเก็บภาษี 19% ตามมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ข้อมูลในช่วงต้นปี 2568 สะท้อนว่าการส่งออกไทยเติบโต แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรมแทบไม่ขยายตัว แสดงให้เห็นว่าการส่งออกจำนวนมากเป็นการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อส่งต่อ
อย่างไรก็ตาม KKP มองว่าไทยควรใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เน้นการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน กระจายความเสี่ยงไปตลาดใหม่ รวมถึงปรับเป้าหมายการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติให้เน้นคุณภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการถ่ายโอนเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นายเคนเน็ท โดนัลท์ นีลเวล นักเศรษฐศาสตร์ เปิดเผยว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ในอดีตโลกอยู่ในยุคที่การค้าเติบโตและอัตราภาษีเฉลี่ยปรับตัวลงเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม แม้การค้าเสรีจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่กลับสร้างภาระให้กับสหรัฐในสองประเด็นหลัก ได้แก่
1.การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีแรงงานราคาถูก ส่งผลต่อการจ้างงานภายในประเทศ
2.การขาดดุลทางการค้าและการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ภายใต้แนวคิด America First ที่มองว่าการขาดดุลการค้าคือการเสียเปรียบ สหรัฐจึงเลือกใช้ “ภาษีการค้าตอบโต้” (Reciprocal Tariffs) เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อเจรจาการค้า แก้ปัญหาขาดดุลแฝด (การขาดดุลการคลังและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด) และบังคับให้ประเทศคู่ค้าต้องเปิดตลาดให้สินค้าและบริการของสหรัฐมากขึ้น โดยกำหนดอัตราภาษีสินค้านำเข้าในช่วง 10-35% เพื่อรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศและการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับโลก
นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า ผลกระทบของภาระภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นจะแบ่งกันระหว่างทั้งผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้บริโภค การขึ้นภาษีนำเข้าอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาที่ผู้บริโภคสหรัฐต้องจ่าย โดยราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงแรก แต่หากผู้บริโภคเลือกที่จะบริโภคลดลง จะทำให้ต้นทุนของภาษีนำเข้าถูกแบ่งปันระหว่างผู้นำเข้าและผู้ส่งออก ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าส่งออกทั่วโลกปรับลดลง เพื่อชดเชยกับอุปสงค์ที่หายไป
แม้ผลลัพธ์การเจรจาภาษีของไทยถือว่าดีกว่าที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากถูกเก็บภาษีในอัตราใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ได้เปิดตลาดสินค้าทั้งหมดให้กับสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงสำคัญ 2 ประการคือ
1.สหรัฐอาจนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นทดแทนสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าหลักอย่างอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ
2.ความเสี่ยงถูกมองว่าเป็นการสวมสิทธิ (transshipment) โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพาวัตถุดิบจากจีนสูง ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีนำเข้าถึง 40%
อย่างไรก็ตาม การส่งออกไทยไปสหรัฐไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับการผลิตในประเทศทั้งหมด โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.กลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า 60% เช่น อาหาร ข้าว ยางพารา ถุงมือยาง อาหารสัตว์ กระเป๋า เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์และชิ้นส่วน น้ำผลไม้ ฮาร์ดดิสก์ และยางรถยนต์ ถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่มีสัดส่วนต่อการส่งออกไปสหรัฐราว 15-30% แม้จะถูกเก็บภาษีในระดับ 19% แต่การประเมินพบว่าผลกระทบต่อ GDP ทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 0.2-0.3%
2.กลุ่มมูลค่าเพิ่มปานกลาง (40-60%) ซึ่งต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากจีนสูง และอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง Transshipment ต้องเสียภาษี 40% ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น Converter จอมอนิเตอร์ เตาอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องซักผ้า มีสัดส่วนส่งออกไปสหรัฐ 10-25% หากถูกเก็บภาษีสูงถึง 40% คาดว่าจะกระทบต่อ GDP ไทยในช่วง 0.4-0.9% ของทั้งปี ซึ่งถือว่าหนักกว่ากลุ่มมูลค่าเพิ่มสูง เนื่องจากภาระภาษีที่มากกว่าทำให้ต้นทุนแข่งขันลดลงชัดเจน
3.กลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่า 40% ได้แก่ แผงโซลาร์เซลล์และเราเตอร์ Wi-Fi แม้มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐถึง 30% แต่การประเมินพบว่าผลกระทบต่อ GDP โดยรวมมีน้อยมาก
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าส่งออกอีกกลุ่มที่อยู่ใน “บัญชียกเว้นภาษี” ซึ่งคิดเป็นราว 30% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐ และจะไม่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีในระยะสั้น
ทั้งนี้ KKP Research คาดว่าผลกระทบทั้งปีต่อ GDP ไทยจากมาตรการภาษีของสหรัฐจะอยู่ระหว่าง 0.3-0.9 ppt หรือเฉลี่ยที่ 0.6 ppt และในกรณีที่หากสหรัฐยกเลิกรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นจะทำให้ผลกระทบสูงขึ้นเป็น 0.7-1.1 ppt และคาดว่าการส่งออกจะหดตัวลงแรงหลังจากเร่งส่งออกก่อนมาตรการมีผลบังคับใช้หลังเดือนสิงหาคม
นอกจากแรงกดดันจากฝั่งสหรัฐ ไทยยังต้องเผชิญปัญหาระยะยาวจากการขาดดุลการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสินค้าสำคัญ 5 กลุ่ม ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็กและอะลูมิเนียม และเคมีภัณฑ์-พลาสติก สะท้อนการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยที่มีบทบาทต่อ GDP ลดลงเรื่อย ๆ
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ระบุว่า หากจีดีพีไตรมาส 2 สามารถขยายตัวได้ถึง 3.6% จะหนุนให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีโตระดับกว่า 2% ได้ แม้ครึ่งปีแรกอาจออกมาดีกว่าคาดจากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นกว่า 2 เท่า แต่ยังมองว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นชัดเจน
สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง 2568 KKP ประเมินว่ามีโอกาสที่การส่งออกจะชะลอตัวลง ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อีกทั้งต้องติดตามว่าการชะลอตัวจะรุนแรงกว่าที่คาดไว้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการปรับประมาณการจีดีพีในระยะถัดไป
ทั้งนี้ KKP Research เผยยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวที่ 1.6% โดยมองว่าภาษีนำเข้าสหรัฐที่ระดับ 19% ไม่ได้สูงกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่ยังต้องจับตาการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2568 จากสภาพัฒน์ ในวันที่ 18 ส.ค.นี้ หากออกมาสูงกว่าที่คาด มีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการทั้งปี