Skip to content

กับดักหุ้นขาขึ้น ถึงเวลาต้อง Rebalancing พอร์ต

23 ส.ค. 2568 | 11:00น.
กับดักหุ้นขาขึ้น ถึงเวลาต้อง Rebalancing พอร์ต
บทความ : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

ฝุ่นหายตลบเมื่อสงครามเย็น “กำแพงภาษี” ระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้ากว่า 100 ประเทศที่เริ่มตั้งแต่เมษายนจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม ที่ใช้เวลากว่า 4 เดือนจึงจะปิดดีลได้ด้วยข้อตกลงการค้าที่กว่า 100 ประเทศ (ยกเว้นจีนที่อยู่ระหว่างรอการเจรจา) ต้องยินยอมแลกเปลี่ยนกับอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15%-20% เริ่มวันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป

ซึ่งก็ต้องยกเครดิตให้ศิลปะแห่งการเจรจาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น เพราะปีนึงๆ สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หากสหรัฐฯ เก็บภาษีใหม่เฉลี่ย 15-20% จะทำให้สหรัฐฯ มีรายได้จากภาษีดังกล่าวปีละ 4-6 แสนล้านดอลลาร์ฯ เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เรื่องของสงครามภาษียังไม่จบเสียทีเดียว เพราะสหรัฐฯ ยังเหลือส่วนที่ต้องเจรจากับจีน เป็นมวยชกคู่เอกของโลก ซึ่งล่าสุด คุณทรัมป์ ลงนามคำสั่งพิเศษ ขยายเวลาการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของจีนออกไปอีก 90 วัน คือครบกำหนดวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ นับเป็นการเลื่อนเส้นตายการขึ้นภาษีตอบโต้ 2 ครั้ง ซึ่งดีลการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่าย มีความซับซ้อนจริงๆ ทั้งสินค้าส่งออกที่มีประเด็นละเอียดอ่อนเยอะมาก และยังมีปมขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับ “ ไต้หวัน” ที่ค้างคากันมานาน ที่ผ่านมาสหรัฐฯ พยายามเข้ามาแทรกแซงปัญหาทางการเมืองระหว่างจีนกับไต้หวัน เพื่อหวังดึงไต้หวันผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกมาเป็นพันธมิตร แต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จ และมวยคู่เอกนี้กำลังจะเริ่มต้น ถือเป็นความเสี่ยงใหญ่ที่ทั่วโลกต้องเฝ้าดูแบบเกาะติดขอบเวที

ผมเชื่อว่าตลาดที่กำลังรู้สึกผ่อนคลายในช่วงนี้ น่าจะอยู่กับเราไม่นานครับ เพราะคุณทรัมป์มีโปรเจคใหม่ๆ อยู่ตลอด และคุณทรัมป์จะคิดทำอะไรจากนี้ไป ไม่มีใครคาดเดาได้เลย ท่ามกลางการก่อหวอดสร้างคลื่นใต้น้ำของคุณทรัมป์อยู่นั้น บรรยากาศตลาดหุ้นเวลานี้ยังสดใสขาขึ้นไปทั่วโลกโดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ที่วิ่งทำสถิติใหม่ไม่หยุด

ผมเชื่อว่า แม้สุดท้าย จีนกับสหรัฐฯ จะเจรจากำแพงภาษีกันได้ลงตัว เราก็คงยังจะต้องเห็นสหรัฐฯ และจีนสู้กันเรื่อยๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านเทคโนโลยี AI เป็นสงครามเทคโนโลยี ในสภาวะที่ทั้งคู่ขับเคี่ยวกันเป็นเบอร์หนึ่งของโลก และเราต้องอยู่กับความไม่แน่นอนกันต่อไป

แม้แต่ศึกในประเทศ คุณทรัมป์ก็ยังคงว้าวุ่นกับการหาทางปลด “เจอโรม พาวเวล” ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เนื่องจากประธานเฟดไม่ยอมพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน

การประชุมล่าสุด (30-31 ก.ค.) ที่คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 4.25%-4.50% โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันภายในคณะกรรมการ แต่เสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการยังคงเห็นว่านโยบายการเงินที่ “เข้มงวดปานกลาง” ยังคงเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากตอนนี้ข้อมูลเศรษฐกิจยังไม่เพียงพอจะตัดสินเรื่องลดดอกเบี้ย จึงขอรอดูเศรษฐกิจหากต้องรับแรงกดดันจากภาษีนำเข้าใหม่ จะส่งต่อการปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างไร และส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมายอย่างไรบ้าง

เฟดจึงยังมีท่าทีระมัดระวังต่อการติดสินใจจะปรับลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ประธานเฟดจะมีการส่งสัญญาณเพิ่มเติมจากข้อมูลแรงงานและเงินเฟ้อในอีกสองเดือนข้างหน้า ก่อนตัดสินใจลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า นักลงทุนคงต้องจับตากันต่อไป

ทั้งนี้ คุณทรัมป์ต้องการให้เฟดลดดอกเบี้ยเพื่อลดภาระจ่ายดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูงกว่า 36.2 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 122% ของ GDP และยังคงขาดดุลงบประมาณสูงอีกด้วย ล้วนเป็นตัวฉุดรั้งอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ที่ผ่านมาทาง Moody’s Rating ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงจากระดับสูงสุด Aaa ลงมาอยู่ที่ Aa1 และกลายเป็นปมล็อกการขายพันธบัตรรัฐบาล เพื่อเงินมาใช้หนี้ที่ครบอายุได้ยากขึ้น จนต้องให้ผลตอบแทนสูงเพื่อจูงใจนักลงทุน อย่างไรก็ตาม คุณทรัมป์สามารถผลักดันกฎหมาย One Big Beautiful Bill ที่จะให้อำนาจจัดทำแพ็กเกจงบประมาณขนาดใหญ่รวมถึงใช้ทำมาตรการต่างๆ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกเงินงบประมาณที่ติดขัดอยู่ในเวลานี้

ขณะที่แนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดนั้น ล่าสุด ตลาดเพิ่มน้ำหนักคาดการณ์เป็น 100% ว่าเฟดจะปรับ “ลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้” จากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อ่อนตัวในลง และตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอสุดในรอบ 5 ปี อัตราว่างงานเดือน ก.ค. ปรับตัวสูงขึ้น 4.2% ท่ามกลางเงินเฟ้อ 2.7% ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ทาง J.P. Morgan คาดการณ์ล่าสุด (7 ส.ค.) ว่า เฟดจะรับลดดอกเบี้ยลงในเดือนกันยายน และคาดจะเห็นเฟดลดดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปีนี้ ครั้งละ 0.25% ก่อนจะยุติวงจรการผ่อนคลายนโยบาย

เรามาดูความเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตร หลังจากเฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 4.25% เป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งสวนทาง กับธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ปรับลดดอกเบี้ยแล้ว 8 ครั้งในรอบวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงรอบนี้ที่เริ่มตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ตอบรับหลังการประชุมเฟดล่าสุด ด้วยอัตราผลตอบแทน ( yield) ระยะสั้นที่เริ่มลดลง (ราคาพันธบัตรขยับขึ้น) ขณะที่ยีลด์ระยะยาวยังทรงตัวหรือมีแนวโน้มขึ้นเล็กน้อย โดยข้อมูล ณ วันที่ 11–12 สิงหาคม ที่ผ่านมายีลด์ของพันธบัตรระยะสั้น 2 ปีอยู่ที่ 3.76%–3.77% และยีลด์ของพันธบัตรระยะยาว 10 ปีอยู่ที่ 4.27%–4.28%

ตลาดส่วนใหญ่ประเมินว่า หากเฟดเริ่มลดดอกเบี้ยจริงในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า จะหนุนให้ราคาพันธบัตรทุกช่วงอายุปรับขึ้น และเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) น่าจะเริ่ม “ชันขึ้น” เพราะ yield สั้นลงเร็วกว่าระยะยาว

ขณะที่ข้อมูลจาก Reuters Poll ระบุว่า นักกลยุทธ์ในกลุ่มพันธบัตรคาดว่า ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ายีลด์ของพันธบัตรระยะยาว (10 ปี) อาจปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.30% ส่วนยีลด์ของพันธบัตร 2 ปี คาดว่าจะปรับลดลงเหลือประมาณ 3.60% ภายใน 6 เดือน และ 3.50% ภายใน 1 ปี ซึ่งสัญญาณนี้สะท้อนถึงความคาดหวังว่าเฟดอาจเริ่มลดดอกเบี้ย พร้อมกับเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) ที่อาจจะชันขึ้นในช่วงนั้น

ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงกลางปีนี้ยังคงพุ่งทำ All time High ไม่พัก โดยดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับสูงสุด 6,389.77 จุด ณ วันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 5-6% แล้วนับจากต้นปี (YtD) และ Forward P/E (ประมาณการล่วงหน้า) อยู่ที่ราว 22 เท่า เป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ที่อยู่ประมาณ 17 เท่า ประมาณ 1.5 SD (standard deviations) ส่วนตัวผมมองว่า หุ้นสหรัฐฯ ถือว่าค่อนข้าง “แพง” และมีความเสี่ยงจาก valuation ที่ตึงตัว หลังจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นกว่า 50% ไปแล้ว

ประเด็นใหญ่ที่ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ยังไปต่อในเวลานี้ คือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาด ล่าสุด ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนใน S&P ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ออกมาดีกว่าที่คาดโดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีใหญ่ๆและยังมีบริษัทที่ไม่ใช่กลุ่มเทคโนโลยี ที่ลงทุนใช้ AI เพื่อบริหารต้นทุนให้ลดต่ำลง และลดพนักงานได้มาก ทำให้ผลประกอบการออกมาดี ทั้งนี้ ผลประกอบการของบจ.ใน S&P500 ออกมาเซอร์ไพร์สตลาดมากถึง 80% ของทั้งตลาด นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ จะได้ประโยชน์จากที่โลกใช้ AI ทำให้มองอนาคตจะมีกำไรเติบโตมาก

แต่อีกด้านส่งสัญญาณเตือนว่า หุ้นสหรัฐฯ เสี่ยงฟองสบู่แตก บ้างก็ว่าฟองสบู่ AI แต่หุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ราคาวิ่งต่อไม่รอแล้ว มุมมองของผม ก็คิดว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าใกล้ระเบิดทันที จริงๆ ไม่มีใครคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรอกครับ สิ่งที่พวกเราทำได้ คือ อย่าประมาท หมั่นทำการบ้าน ติดตามข่าวสารสำคัญๆ อย่างใกล้ชิดครับ

ตลาดที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ทุกอย่างดูดี นักลงทุนควรทำอย่างไร ผมมีคำเตือนการลงทุนของนักลงทุนตำนานโลก “Warren Buffett” ที่กล่าวไว้ว่า “จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว และจงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ” ตีความง่ายๆ คือ อย่าแห่ลงทุนตามฝูงชน เพราะฉะนั้น เราต้องตั้งสติอย่าหลงตามอารมณ์ตลาดครับ

นักลงทุนต้องกลับมาตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดว่า “ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่คู่กับการลงทุนตลอดไป เราจะหา ‘หลุมหลบภัย’ ให้เงินของเราอย่างไรกันดี?”

หากคุณมีความวิตกกังวลว่า ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงสูงเกินไป ไม่สบายใจ ผมแนะนำให้ปรับพอร์ตมาเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ครับ ผมมีมุมมองว่า พันธบัตรสหรัฐฯ มีจุดเด่นที่ยีลด์ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา หากถือพันธบัตรสหรัฐฯ นักลงทุนได้ผลตอบแทนดอกเบี้ยดีตั้งแต่วันแรก ซึ่งผมแนะนำให้ถือจนครบอายุครับ

ขณะเดียวกัน ก็มีความเป็นไปได้ที่ยีลด์จะลดลงใน 6–12 เดือน (ราคาพันธบัตรจะเพิ่มขึ้น) หมายถึงทำให้คุณได้กำไรส่วนต่างราคาพันธบัตรเพิ่มในกรณีที่ต้องการขายพันธบัตรออกมาก่อนครบอายุ

สำหรับความเสี่ยงในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ มี 3 ประเด็นใหญ่ที่ต้องติดตามครับ

  1. หากสหรัฐฯ มีทิศทางเงินเฟ้อสูงกว่าคาด อาจส่งผลให้เฟดเลื่อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะหมายถึงบอนด์ยีลด์อาจพุ่งขึ้นอีก ราคาพันธบัตรก็จะลดลง เพราะฉะนั้น ผมจึงแนะนำว่า เราเป็นนักลงทุนระยะยาวควรถือจนครบอายุครับ ได้ผลตอบแทนดีอยู่แล้ว ไม่ต่ำกว่า 3-4% สูงกว่าอนาคตที่จะเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง
  2. หากรัฐบาลสหรัฐฯ ออกพันธบัตรล็อตใหญ่ออกมาและต้องการขายให้หมด ก็จำเป็นต้องให้ยีลด์ในระดับสูงเพื่อจูงใจนักลงทุน ซึ่งเท่ากับเป็นการกดราคาของพันธบัตรในตลาดรองให้ลดลง
  3. ความไม่แน่นอนทางการเมือง ทั้งจากการเลือกตั้ง และ นโยบายเศรษฐกิจใหม่ๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเสี่ยงของพันธบัตร ถือว่าต่ำกว่าความเสี่ยงลงทุนหุ้นจริงไหมครับ ยิ่งในสถานการณ์โลกที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านหลายมิติทั้งกฎระเบียบการค้าโลกใหม่ (New World Order) จากภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ โลกถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และปัญหาแบ่งขั้วภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า

ชั่วโมงนี้ ผมแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่อยู่ในช่วงดอกเบี้ยสูงสะสมในพอร์ต ถือเป็นหลุมหลบภัยที่ดีท่ามกลางโลกที่มีความไม่แน่นอนรออยู่ข้างหน้า

การวางกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้จัดพอร์ตง่ายๆ ครับ ด้วยสูตร Core & Satellite Portfolio ซึ่งคุณต้องสร้าง Core Port (พอร์ตหลัก) ขึ้นมาก่อนและค่อยสร้าง Satellite Port (พอร์ตรอง) เพราะพอร์ตหลักเป็นส่วนสำคัญที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำแม้ผลตอบแทนไม่สูงหวือหวา แต่จะไหลเข้ามาเรื่อยๆ ในระยะยาว โดยแบ่งลงทุน พอร์ต Core สัดส่วน 80% ของพอร์ตรวม และพอร์ต Satellite แค่ 20% เป็นสูตรที่เหมาะกับนักลงทุนทั่วไปหรือมือใหม่

สินทรัพย์ที่จะลงทุนใน Core Port ให้เน้นลงทุนกระจายสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อ “สร้างความมั่นคงและเติบโตในระยะยาว” หลักๆ จะลงทุนในหุ้น และพันธบัตร จัดสัดส่วนให้เหมาะสม ยิ่งโลกมีความผันผวนสูง ยิ่งควรเพิ่มน้ำหนักลงทุนพันธบัตรแม้จะให้ผลตอบแทนตามดอกเบี้ยแต่ถือช่วยลดความเสี่ยงได้ดีกว่าหุ้นที่มีความผันผวนสูง ซึ่งพันธบัตรสหรัฐฯ ในขณะนี้ถือว่าให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าประเทศอื่น เนื่องจากดอกเบี้ยสูงในรอบ 10 ปี และสูงกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

ส่วน Satellite เป็นพอร์ตรองที่มุ่งเน้นสินทรัพย์ที่กำลังเป็นขาขึ้น เช่น หุ้นรายตัว ธีมกลุ่มหุ้น ตลาดหุ้นรายประเทศที่กำลังพัฒนามีการเติบโตสูง เพื่อ “สร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในช่วงตลาดกำลังขาขึ้น” โดยจะต้องพยายามหาผู้ชนะในแต่ละปี ซึ่งบางปีอาจเป็นตลาดหุ้นจีน ตลาดหุ้นเวียดนาม ทองคำ ตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งการจะเลือกทรัพย์สินได้เหมาะสมหรือถูกทิศถูกทาง คุณจะต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อเลือกผู้ชนะหรือเป็นผู้นำในธุรกิจนั้นๆ ถือเป็นศิลปะการลงทุนของพอร์ตนี้ เพราะพอร์ตรองจะมีความเสี่ยงที่สูงมากๆ จึงให้จำกัดสัดส่วนเพียง 20% เท่านั้น

ผมบริหารพอร์ตให้ลูกค้าเลือกลงทุนใน Global ETF ที่เน้นกระจายลงทุนทั่วโลกมีทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ซึ่งจะแนะนำลูกค้าให้ใส่ไว้ในพอร์ตหลัก เพราะมีผลตอบแทนเข้ามาสม่ำเสมอในแต่ละปีราวๆ 4-8% ต่อปี และอีก 20%ที่เป็นพอร์ตรอง ให้ลูกค้าเลือกเองเลยว่าจะลงทุนหุ้นรายตัวหรือรายประเทศหรือสินทรัพย์ที่ต้องการหาผลตอบแทนสูง ซึ่งหากตลาดขาขึ้นก็ได้กำไรเต็มๆ มือครับ แต่หากตลาดขาลงหรือเกิดขาดทุนขึ้นในพอร์ตรอง ความเสียหายของลูกค้าก็จะไม่เกิน 20% นี้ครับ ส่วนพอร์ตหลักก็ยังอยู่ปกติและมีผลตอบแทนเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งหากถือไป 3-5 ปี ก็มีโอกาสที่จะกอบกู้เงินเพิ่มขึ้นมาได้ราว 20% ทดแทนส่วนที่เสียหายของพอร์ตรองครับ แต่หากคุณลงทุนพอร์ตรองเสี่ยงสูงเกินสัดส่วนนี้ โอกาสกอบกู้เงินกลับมาจะทำได้ยากมากครับ

ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์

สำหรับคนที่มีการจัดพอร์ต Core & Satellite ผมแนะนำว่าสถานการณ์ตอนนี้ ควร

ตรวจเช็คสุขภาพพอร์ตลงทุน ด้วยการทำ Rebalancing หรือปรับสมดุลพอร์ตเพื่อให้สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างเหมาะสม ช่วยทั้งลดความเสี่ยงและพอร์ตยังมั่นคง

ผมขอเล่าประสบการณ์ที่เจอมา นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบคิดว่า จัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงได้ปลอดภัยพอแล้ว หลังจากนั้นถือไปเรื่อยๆ ยามเจอตลาดขาลงหรือหุ้นที่ถือขาดทุนหนักก็ปล่อยไป คิดไปว่าจะมีวันกลับมาเท่าทุนเดิม หรือตลาดขาขึ้นพอมีกำไรก็ไม่ขาย แนวคิดแบบนี้เรียกว่า ผิดหลักการลงทุนที่ดีอย่างมากๆ แม้คุณจะคิดว่าจัดพอร์ตลงทุนดีแล้ว แต่จริงๆ แล้ว Rebalancing ช่วยดูแลเงินของคุณให้ทำงานสร้างผลตอบแทนได้อย่างเต็มที่ แม้ในยามเกิดวิกฤติหนักๆ พอร์ตรวมติดลบก็จะไม่หนักมากเท่าตลาดที่ลงแรงๆ เพราะพอร์ตทนทานได้ในทุกวิกฤติ

วิธีการปรับพอร์ตให้ถูกวิธีนั้น คือ หากสินทรัพย์ที่ถืออยู่ในพอร์ตหลักพอร์ตรองมีสัดส่วนเปลี่ยนแปลงผิดจากที่ตั้งไว้ เช่น พอร์ตหลัก 80% พอร์ตรอง 20% เราจะต้องตรวจสอบว่าสินทรัพย์ตัวไหนในพอร์ตที่ทำให้สัดส่วนเพิ่มขึ้น เช่น ตอนนี้ตลาดหุ้นหลายแห่งกำลังเป็นขาขึ้น โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง เวียดนามก็เช่นกัน จีน ฮ่องกง แม้แต่ญี่ปุ่น ซึ่งหากหุ้นเหล่านี้มีกำไรสูงมากจนทำให้สัดส่วนในพอร์ตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะฉะนั้น ควรดูว่าจะทำ Rebalancing พอร์ตลงทุนอย่างไรด้วยความระมัดระวัง

เพราะทุกสินทรัพย์มีวัฏจักรในการปรับตัวขึ้นและปรับลงวนเวียนเป็นปกติ ดังนั้น หากมีหุ้นตัวไหนที่มีกำไรสูงท่ามกลางตลาดมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น สามารถขายหุ้นหรือสินทรัพย์เพื่อทำกำไรในส่วนที่ถือเกินออกมาก่อน เพื่อปรับสัดส่วนในพอร์ตให้กลับมาอยู่ที่ระดับเหมาะสม หรืออยู่ตามที่ได้ตั้งไว้

ส่วนเงินที่ได้จากการขายทำกำไรนั้น สามารถ Rebalancing ด้วยการกระจายลงทุนในพันธบัตรทั่วโลกหรือถือเงินสดส่วนนึงเพื่อรอจังหวะตลาดหุ้นขาลงที่จะเป็นโอกาสเข้าไปเลือกลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีราคาถูกอีกครั้ง หากคุณ Rebalancing ถูกวิธี จะช่วยรักษาพอร์ตของคุณแข็งแกร่งเดินหน้า เติบโตต่อไปได้ มีความทนทานพร้อมสู้กับความผันผวนครับ

วิธีการปรับพอร์ต ‘Rebalancing’ แบบนี้ จะช่วยลดอารมณ์ของเราได้ดีครับ เพราะคนส่วนมากจะปรับพอร์ตตามอารมณ์ เวลาเห็นหุ้นตก ความกลัวครอบงำก็ตัดสินใจขายหุ้นออก แล้วคิดว่า ค่อยมาซื้อใหม่ตอนหุ้นขึ้น การปรับพอร์ตตามอารมณ์จะทำให้ได้ผลตอบแทนน้อยลง

จะเห็นว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คุณปู่ Buffett ก็มีการ Rebalancing อยู่หลายระลอก ในช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวน มีการย้ายไปลงทุนหุ้นญี่ปุ่น และตอนนี้ส่วนใหญ่จะพักเงินอยู่ในตราสารหนี้ และถือเงินสด 30% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ครับ จะเห็นว่าตลาดหุ้นขาขึ้น คุณปู่ยังถือเงินสดเยอะขนาดนี้ ก็เพื่อจะรอจังหวะลงทุนเพิ่มในตลาดขาลงนั่นเอง

ดังนั้น วิธีการปรับพอร์ตให้ถูกต้องตามหลักการ ก็คือ เมื่อทรัพย์สิน (คุณภาพดี) ที่มีความผันผวนสูงได้ปรับตัวลดลงมา คุณควรต้องซื้อเพิ่มเพื่อรอวันที่ตลาดกลับภาวะปกติ เมื่อได้กำไรตอนนั้นค่อยขายออกมาครับ หากคุณทำตามวิธีนี้แล้ว พอร์ตของคุณจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

ในทุกๆ การลงทุนไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ใดๆ ล้วนมีความเสี่ยงและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนทั้งนั้น ซึ่งในแต่ละปี สินทรัพย์ก็จะมีขึ้นและลงแตกต่างกัน หากคุณจัดพอร์ตกระจายลงทุน (Diversification) ผ่านพอร์ตหลักและพอร์ตรองได้ดีมากพอ จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนโดยรวมให้สูงขึ้นและความเสี่ยงลดลงได้

ที่สำคัญผมมั่นใจมากว่า พอร์ตของคุณจะทนทานแม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของโลกหรือของคุณทรัมป์ แต่ก็จะอยู่รอดปลอดภัยในทุกสภาวะการณ์ได้ครับ