เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

กูรูกางสูตรเล่น ‘หุ้นปันผล’ ตัวเลือกลงทุนฝ่าตลาดผันผวน

25 ส.ค. 2568 | 06:06น.

ในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังรายล้อม นักลงทุนหลายคนอาจไม่มั่นใจว่าควรเลือกลงทุนอย่างไรให้ยั่งยืนและยังสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว ในงาน “Thailand Earnings Call ไตรมาส 2/2568” จัดโดย สมาคมนักลงทุนประเทศไทย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่วง Special Session หัวข้อ “เลือกหุ้นแข็งแกร่ง ปันผลดี ฝ่าวิกฤต” บรรดาผู้เกี่ยวข้องได้มาเปิดมุมมองที่น่าสนใจ และจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุน

หุ้นปันผลเหมาะกับใคร ?

นายพรพรหม พักตร์เปี่ยม เจ้าของเพจหุ้นปันผล กล่าวว่า ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการลงทุน นักลงทุนควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนระหว่าง “การสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow)” หรือ “การเติบโตของราคาหุ้น” เพราะนักลงทุนบางส่วน อาจเริ่มต้นจากความคาดหวังต่อรายได้ปันผลที่สม่ำเสมอ แต่ภายหลังกลับเปลี่ยนแนวทางไปสู่การเก็งกำไร หรือการลงทุนทางเทคนิค (Technical) ซึ่งอาจขัดแย้งกับเป้าหมายระยะยาว

หุ้นปันผล (Dividend Stock) มีข้อดีในแง่การสร้างรายได้ประจำที่แน่นอนกว่าหุ้นเติบโต (Growth Stock) โดยเฉพาะในช่วงตลาดผันผวน

“หุ้นปันผลมักมีข้อจำกัดในด้านศักยภาพการเติบโตของราคาหุ้น ทำให้การบริหารพอร์ตมีลักษณะ ‘นิ่ง’ กว่าหุ้นประเภท Growth จึงเหมาะสมกับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงมากกว่าการแสวงหาผลตอบแทนสูงสุดในระยะสั้น”

วิธีเลือกหุ้นปันผลดูอย่างไร ?

นายประพาส บุญชื่น เจ้าของเพจ “ลงทุนกล้วย ๆ” อธิบายว่า นักลงทุนไม่ควรตัดสินใจซื้อหุ้นปันผลเพราะเห็นตัวเลขผลตอบแทนที่สูงอย่างเดียว เพราะหลายครั้งหุ้นที่มี Dividend Yield สูงนั้นเกิดจากราคาหุ้นตกลงมามาก จนผลตอบแทนดูดีิ แต่กิจการจริง ๆ อาจเผชิญปัญหา

“การเลือกหุ้นปันผลที่แท้จริง ควรมองให้ลึกไปกว่านั้น ต้องพิจารณาคุณภาพของธุรกิจและความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจ ว่ามีความสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cash Flow : OCF) และกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow : FCF) ได้ต่อเนื่องหรือไม่ รวมถึงระดับหนี้สิน เพราะหนี้สินสูงจะบั่นทอนศักยภาพการจ่ายปันผลในอนาคต”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ การเติบโตของเงินปันผลต่อหุ้น (Dividend per Share) หากสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องและ “ชนะเงินเฟ้อ” ก็หมายความว่า นักลงทุนจะรักษามูลค่าที่แท้จริงของผลตอบแทนไว้ได้ในระยะยาว

“ธุรกิจที่มีโอกาสเป็นหุ้นปันผลที่ดี มักเป็นกิจการที่มี ‘สายป่าน’ หรือฐานะการเงินแข็งแรง และมีความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เช่น การเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดแบบผูกขาด หรือกึ่งผูกขาด หรือเป็นธุรกิจที่ได้รับสิทธิสัมปทาน”

นายประพาสกล่าวด้วยว่า ในช่วงตลาดลง กลับเป็นโอกาสในการหาหุ้นดีราคาถูก โดยเน้น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) หุ้นเติบโตที่มีค่า P/E ต่ำ ซึ่งมีโอกาสโตต่อใน 5-10 ปีข้างหน้า 2) หุ้นการเงิน (Nonbank) แม้เคยเสียเปรียบจากดอกเบี้ยขาขึ้น แต่ในอนาคตมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยนโยบายในระยะยาว

“อุตสาหกรรม-ผู้บริหาร” สำคัญ

นายบุญชู จูระมงคล กรรมการและเหรัญญิกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย ชี้ว่า ในการลงทุนหุ้นปันผล นักลงทุนมักให้ความสำคัญกับตัวเลขผลตอบแทน หรืออัตราการจ่ายปันผล แต่ในความเป็นจริงยังมีปัจจัยอีกด้านที่มีผลต่อความมั่นคงและยั่งยืนของผลตอบแทนระยะยาว นั่นคือ ลักษณะอุตสาหกรรมและคุณภาพของผู้บริหาร

โดยการเลือกหุ้นควรมองไปที่อุตสาหกรรมที่ไม่อ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจ หรืออย่างน้อยก็สามารถลดผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจได้ ยกตัวอย่าง เช่น ธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของผู้คน เช่น อาหาร เครื่องดื่ม หรือสาธารณูปโภค ซึ่งมีความผันผวนน้อยกว่าธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อและรอบเศรษฐกิจโดยตรง

อีกปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามคือ คุณธรรมและวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เพราะแม้ธุรกิจจะมีศักยภาพดี แต่หากผู้บริหารขาดธรรมาภิบาล ไม่โปร่งใส หรือมีพฤติกรรมที่ไม่คำนึงถึงผู้ถือหุ้น เช่น การขายหุ้นของตนเองก่อนผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือการตัดสินใจลงทุนเสี่ยงโดยไม่รอบคอบ ก็อาจทำให้มูลค่าของบริษัทเสียหาย และส่งผลกระทบต่อการจ่ายปันผลในที่สุด

“เครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนประเมินผู้บริหารและบริษัทได้จริง คือการเข้าร่วม Company Visit (CV) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้พูดคุยกับผู้บริหารโดยตรง เห็นสภาพการดำเนินธุรกิจจริง และเข้าใจทิศทางของบริษัทมากกว่าการดูตัวเลขในรายงานเพียงอย่างเดียว”

นายบุญชูย้ำว่า ควรลงทุนในธุรกิจหรือผู้บริหารที่ตัวเองชื่นชอบและเชื่อมั่นในเรื่องราวของธุรกิจ (Story) หรือตัวผู้บริหาร เพราะจะมีแรงใจติดตามต่อเนื่อง แม้หุ้นจะขาดทุนชั่วคราว รวมไปถึงธุรกิจที่ผู้บริโภครู้จัก

จัดพอร์ตอย่างสมดุล

นายทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย กล่าวว่า การจัดพอร์ตที่สมดุล นักลงทุนไม่ควรพึ่งพาหุ้นเพียงประเภทเดียว แต่ควรผสมผสานทั้งหุ้นเติบโต และหุ้นปันผลเข้าด้วยกัน หุ้นเติบโตเป็นแรงขับเคลื่อนให้พอร์ตมีศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะที่หุ้นปันผลช่วยสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

“หุ้นเติบโตที่มีคุณภาพ หากธุรกิจประสบความสำเร็จและเข้าสู่ช่วงอิ่มตัวในอนาคต ย่อมมีโอกาส ‘แปลงร่าง’ กลายเป็นหุ้นปันผลที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอได้ การเลือกธุรกิจที่เหมาะสม จึงควรมองไปข้างหน้าว่าเมื่อธุรกิจเติบโตเต็มที่แล้วจะสามารถจ่ายปันผลได้หรือไม่ ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ตัวเลขอย่างอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) เพื่อประเมินศักยภาพการปันผลในอนาคต”

แนะใช้หนี้ก่อนลงทุน

นางวราพรรณ วงศ์สารคาม เลขานุการและกรรมการของสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) กล่าวว่า การลงทุนในหุ้นไม่ควรถูกมองเพียงเป็นการ “เล่นหุ้น” เพื่อหากำไรระยะสั้น แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงินชีวิตในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงและบรรลุเป้าหมายสำคัญในชีวิต

ประการแรก การลงทุนที่ปลอดภัยและยั่งยืนควรกระจายความเสี่ยง ไม่ทุ่มเงินทั้งหมดไปกับหุ้นเพียงตัวเดียว (all in) แต่ควรถือหุ้นหลายตัว และค่อย ๆ สะสมหุ้นปันผลเพิ่มขึ้น เพื่อให้พอร์ตลงทุนมีรายได้ที่มั่นคงและลดความเสี่ยงจากความผันผวน

ประการที่สอง นักลงทุนควรลงทุนด้วยเงินที่กันไว้เพื่อการลงทุนโดยเฉพาะ โดยมั่นใจว่าเงินก้อนนี้ไม่กระทบต่อค่าใช้จ่ายประจำวัน หากเกิดเหตุไม่คาดคิดและต้องขายหุ้นในช่วงที่ราคาตก ก็จะไม่กลายเป็นการขายขาดทุนโดยจำเป็น

“อีกประเด็นสำคัญคือ หากนักลงทุนยังมีหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิต การนำเงินไปใช้หนี้ให้หมดก่อน ถือว่ามีความสำคัญมากกว่า เพราะดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากหุ้นปันผล” กูรู VI กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น หุ้นปันผล