ธปท.เผย กลุ่มเริ่มทำงาน-เกษียณมีหนี้ครัวเรือนสูงสุด พบคนอายุ 22-29 ปี กำลังมีปัญหาใช้หนี้ ด้าน “เครดิตบูโร” ระบุหนี้ครัวเรือน 13.5 ล้านล้านบาท ศักยภาพผู้กู้ลดลงต่อเนื่อง และมีหนี้เสีย 10.4% ของหนี้ทั้งหมด หวังบริการให้ข้อมูลเครดิตช่วยลดความเสี่ยง ฟาก “กรุงไทย” ย้ำ รายได้ต่ำกว่ารายจ่าย สาเหตุดันหนี้ครัวเรือนสูง แนะ 5 แนวทางแก้ปัญหา ขณะที่ “BAM” ชี้ มีหนี้ต้องแก้ไขสูงถึง 2 ล้านล้านบาท และพบเป็นหนี้เสีย 1 ล้านล้านบาท คาดใช้เวลา 7-10 ปีแก้ไขปัญหา
ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “Thailand Focus 2025 : Beyond the Challenges” ในหัวข้อเสวนา “Household Debt and Financial Vulnerability หนี้ครัวเรือนไทย : ความเปราะบางที่ต้องจับตา” ว่า หากจะพูดถึงหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาหลักของประเทศไทย
เราจะเห็นว่ากลุ่มที่มีหนี้ครัวเรือนสูงสุดคือ กลุ่มคนที่เริ่มทำงาน กลุ่มวัยเกษียณก็ยังมีหนี้สิน โดยผู้ที่มีหนี้สินของประเทศเราส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เป็นหนี้จากการบริโภค ไม่ใช่หนี้จากการทำธุรกิจ จากการทำวิจัยพบว่า ประชากร 38% ของประเทศมีหนี้ครัวเรือน เป็นข้อมูลเฉพาะหนี้ในระบบเท่านั้น พบว่าคนไทยเป็นหนี้เฉลี่ยประมาณ 5 แสนบาทต่อคน และหากรวมหนี้นอกระบบ ตัวเลขก็ต้องสูงขึ้นกว่านี้มาก

ทั้งนี้ กลุ่มคนเริ่มทำงาน หรือกลุ่มอายุ 22-29 ปี เราพบว่า 50% มีหนี้ครัวเรือน และ 1 ใน 4 ของคนที่เป็นหนี้กำลังประสบปัญหาการใช้หนี้ ซึ่งคิดว่ามาจากการที่คนกลุ่มนี้อาจไม่มีความรู้ด้านการจัดการรายได้ ไม่มีข้อมูลที่เพียงพอในการควบคุมการใช้จ่ายหรือขาดความสามารถในการจัดการทางการเงิน ธปท.จึงพยายามช่วยด้วยการให้ข้อมูลเรื่องหนี้ครัวเรือนมากขึ้น รวมถึงการเข้าถึงกลุ่มผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน รวมถึงผู้ให้ยืมในการให้ข้อมูลที่โปร่งใสกับลูกหนี้มากขึ้น รวมถึงช่วยด้านข้อมูลในการจัดการทางการเงินเมื่อมีหนี้ครัวเรือน
ปัญหาสำคัญของหนี้ครัวเรือน คือเมื่อลูกหนี้มีหนี้ในระบบ แล้วไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงต้องสร้างหนี้นอกระบบ จนไม่สามารถชำระหนี้ได้ทั้งในและนอกระบบ ทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ได้รับการแก้ไข
อุปสรรคใหญ่ในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน คือเราไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องของหนี้นอกระบบ เมื่อไม่มีข้อมูลเราก็ไม่ทราบจำนวนหนี้ที่แท้จริง และไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในภาพรวมได้ ทาง ธปท. จึงคิดว่าทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนคือการนำหนี้นอกระบบเข้ามาเป็นหนี้ในระบบ ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายที่สำคัญ เพราะการจะทำเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎเกณฑ์และข้อกฎหมายหลายประเด็น เพื่อทำให้หนี้นอกระบบสามารถเข้ามาเป็นหนี้ในระบบได้
ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB ได้ให้ความเห็นว่า ในขณะนี้หนี้ครัวเรือนในปี 2568 มีมูลค่าอยู่ที่ 13.5 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสินเชื่อหลักที่ครัวเรือนประสบปัญหาในการชำระคือ สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อยานยนต์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงในการชำระหนี้ของครัวเรือน ที่ในปัจจุบันนี้สินเชื่อส่วนบุคคลมีจำนวนสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่สินเชื่อเพื่อการเกษตรหรือสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพกลับไม่มีการเจริญเติบโต

จากการวิเคราะห์ของ NCB พบว่า แม้บัญชีผู้ขอสินเชื่อจะมีจำนวนมากขึ้น แต่ผู้ขอสินเชื่อมีศักยภาพกู้ในจำนวนเงินที่ลดลงเรื่อย ๆ และหนี้เสียมีจำนวนถึง 10.4% ของหนี้ทั้งหมด
ดร.ลักษมณกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาหนี้นั้น บริษัทสามารถช่วยในการให้ข้อมูลต่าง ๆ แก่ผู้กู้และผู้พิจารณาสินเชื่อให้สามารถพิจารณาสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม และให้ผู้กู้สามารถประเมินศักยภาพในการกู้และการชำระหนี้ของตนเอง นอกจากนี้ การนิยามการจัดการหนี้สินและสุขภาวะทางการเงินเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่บริษัทมองเห็น เพราะทางบริษัทมุ่งหวังว่าไม่เพียงต้องการให้บริการให้ข้อมูลเครดิตเพื่อจัดการความเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังต้องการให้ข้อมูลเพื่อการเตือนสถาบันการเงิน
และในขณะเดียวกันก็ต้องการเตือนผู้บริโภคถึงการฉ้อโกงต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการสร้างสุขภาวะทางการเงินที่ดีให้แก่ผู้บริโภค และขยายโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ

