TTB
ทีทีบี หนุนทีม “Investment Office” ขับเคลื่อนการลงทุนแบบเจาะลึก ชู 3 โมเดล ลงทุนตามโปรไฟล์ระดับความเสี่ยงของลูกค้า เน้นผลตอบแทนแบบยั่งยืน-แม่นยำ เล็งเจาะกลุ่ม “วัยเกษียณ-เจ้าของธุรกิจ” ตั้งเป้าเพิ่มสินทรัพย์ AUM ใหม่ 3 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันมีฐานลูกค้า 5-6 หมื่นราย คาดตลาดครึ่งปีหลังยังผันผวน แต่มีปัจจัยบวกหนุน แนะลงทุนต่อเนื่อง แทน การจับจังหวะลงทุน
นายนาวิน อินทรสมบัติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าบริหารการลงทุน ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีทีบี เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการจัดตั้งทีม “Investment Office” ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของการลงทุน โดยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์และทิศทางการลงทุนของทีทีบี ซึ่งครอบคลุมการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) และนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละสภาวะตลาด โดยยึดหลัก “ความแม่นยำ” และ “ความแตกต่าง” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ภายใต้แนวคิด “เอาลูกค้าเป็นที่ตั้ง” และ “ผลตอบแทนยั่งยืนและลูกค้าอยู่ยาว” จึงมีการจัดกลุ่มลูกค้าตามโปร์ไฟล์ความต้องการของลูกค้า เรียกว่า “Portfolio Modeling” ที่หลากหลายและลงทุนตามจริง โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1.กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Wellness Solution) ซึ่งปกป้องเงินต้น 100% เน้นลงทุนในความเสี่ยงต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก เช่น กองทุน เงินฝากประจำ หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Notes) เป็นต้น
2.กลุ่มความเสี่ยงปานกลาง (Wealth Accumulation Portfolio) ซึ่งจะมีการกระจายการลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ เน้นความมั่งคั่งระยะยาว โดยจะเลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า อาจจะมีขาดทุนบ้าง ซึ่งจะมีการลงทุนในหุ้นประมาณ 75% และบอนด์ 25%
3.กลุ่มความเสี่ยงสูง (Aspiration Portfolio) เป็นกลุ่มที่ต้องการผลตอบแทนสูงและรับความเสี่ยงได้สูง จะเน้นการลงทุนแบบกระจุกตัว เข่น การลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี หรือกลุ่ม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ หุ้นกลุ่ม NVDIA หรือ Micro Soft เป็นต้น โดยจะมีการลงทุนในสัดส่วนถึง 30-50% ของพอร์ตการลงทุน
“ในกระเป๋าเรามีสินทรัพย์หลากหลายมาก แต่จะทำอย่างไรให้ลูกค้าพาผลตอบแทนไปถึงเป้าหมายได้ โดยเราจะมีโซลูชั่นเสนอให้ลูกค้า ซึ่งเราอาจจไม่ได้ไล่ล่าผลตอบแทน แต่ให้ลูกค้าลงทุนได้ยาว และไม่ตัดสินใจไม่เหมาะสม เช่น การตัดขาดทุน (Cut Loss) เพราะหากดูราคาสินทรัพย์ย้อนหลัง 80 ปี จะเห็นว่าผลตอบแทนเพิ่มขึ้นหมด อาจจะมีบางช่วงบางจุดที่ลง และกลับขึ้นมาได้ เราจะทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่ต่อ โดยหากตลาดร่วง 20% ของเราจะต้องน้อยกว่า 20% จึงเป็นจุดเริ่มต้นของทีม Investment Office ของเรา”
นายนาวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเป้าหมายการเติบโตของทีม “Investment Office” โดยจะให้บริการดูแลลูกค้ารายย่อย และลูกค้ารายใหญ่ สถาบัน ซึ่งจากฐานลูกค้าของธนาคาร ส่วนใหญ่ประมาณ 60% จะอยู่ในกลุ่มสูงวัย วัยเกษียณ หรือวัยใกล้เกษียณ ซึ่งเป็นกลุ่ม Old Wealth หรือเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มีเงินก้อน และไม่มีลูกหลาน โดยทีม Investment Office จะมุ่งเน้นกลุ่มเหล่านี้ก่อน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตอีกมาก
และในช่วงที่ผ่านมาพบว่ายังมีลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเข้ามาใช้บริการโปรแกรมการลงทุนของ Investment Office ไม่มากนัก ประมาณ 5-6 หมื่นราย จึงมีโอกาสขยายได้อีกมาก หากเทียบกับฐานเงินลงทุนในกองทุนรวม 2.5 แสนล้านบาท และเงินฝาก 1 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ดี ในปี 2568 ทีม Investment Office ตั้งเป้าเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ราว 3 หมื่นล้านบาท
โดยมุมมองทิศทางตลาดการลงทุนในไตรมาสที่ 4/2568 มองว่า ตลาดการเงินโลกยังคงผันผวน แต่ไม่ใช้สัญญาณลบต่อการลงทุน โดยแนะนำให้ “ลงทุนต่อเนื่อง” (Stay Invest) แทนการ “จับจังหวะการลงทุน” (Timing) เนื่องจากตลาดมีปัจจัยบวกหนุน ทำให้ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับขึ้น เช่น นโยบายภาษีสหรัฐ มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากแข็งกร้าวเดือนเมษายนที่ผ่านมา
โดยนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ (Reciprocal Tariffs) สามารถเจรจา และอัตราไม่สูงมากเมื่อเทียบช่วงต้นของการประกาศ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทรงตัวที่ระดับ 2-3% ไม่สูงมาก รวมถึงราคาน้ำมันต่ำ และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ ส่งผลดีต่อกิจกรรมของสหรัฐฯ ไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้หนุนการลงทุนต่อเนื่อง
“ในช่วงที่เหลือเรายังคงเน้นผลตอบแทนยั่งยืน แม้ตลาดจะมีความผันผวน และภายในต้นปี 2569 น่าจะมีความชัดเจนภายหลังจากธนาคารเข้าซื้อ บริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ บล.ธนชาต ซึ่งอยู่ระหว่างการเชื่อมระบบหลังบ้าน และหน้าบ้าน เพื่อไม่ให้การรับบริการของลูกค้าสะดุด ซึ่งน่าจะมีเรื่องของการปรับแบรนดิ้ง และผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เพิ่มขึ้นได้อีก”