ราคาทองวันนี้(4 ก.ย. 68) ร้อนแรง ปรับขึ้นลง 16 ครั้ง รูปพรรณจ่อ 55,000 บาท
ราคาทองวันนี้(4 ก.ย. 68) ยังร้อนแรง ปรับขึ้นลง 16 ครั้ง เบ็ดเสร็จตลอดทั้งวันราคาขยับขึ้น 100 บาท ล่าสุดทองคำแท่งขายออกบาทละ 54,150 บาท ส่วนทองรูปพรรณขายออกบาทละ 54,950 บาท จ่อแตะบาทละ 55,000ฮั่วเซ่งเฮง แนะจับตาสหรัฐประกาศตัวเลขเศรษฐกิจคืนนี้ ชี้อาจส่งผลทั้งต่อเงินดอลลาร์ ทองคำ และค่าเงินบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซื้อขายทองคำวันนี้(4 ก.ย. 68) ยังค่อนข้างร้อนแรง ล่าสุด สมาคมค้าทองคำประกาศราคาซื้อขายล่าสุดเมื่อเวลา 15.10 น. ปรับเปลี่ยนราคาเป็นครั้งที่ 16 ของวันแล้ว เบ็ดเสร็จตลอดทั้งวันราคาทองปรับขึ้นบาทละ 100 บาท เมื่อเทียบกับราคาสุดท้ายเมื่อวานนี้
โดยทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ รับซื้ออยู่ที่บาทละ 54,050 บาท ขายออกที่ราคาบาทละ 54,150 บาท ตามประกาศครั้งที่ 16 ประจำวันนี้
ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่บาทละ 52,969.04 บาท ส่วนราคาขายออกอยู่ที่ 54,950 บาท ใกล้แตะบาทละ 55,000 บาทแล้ว ทั้งนี้ ในส่วนของราคาทองคำโลก (Gold Spot) อยู่ที่ระดับ 3,544.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ
ทางด้านเพจ HSHsocial ฮั่วเซ่งเฮง โพสต์ให้ติดตามข้อมูล-ตัวเลขที่สำคัญในคืนนี้ว่า
คืนนี้ 19.15 น. สหรัฐฯ เตรียมเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (ADP Non-Farm Employment Change) เดือน ส.ค. โดยตลาดคาดเพิ่มตัวขึ้น 73,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าเดือนก่อนที่ระดับ 104,000 ตำแหน่ง
หากคืนนี้ สหรัฐฯ ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจออกมาน้อยกว่าคาด อาจส่งผลบวกต่อราคาทองโลก ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
แต่หากประกาศออกมามากกว่าคาด อาจส่งผลลบต่อราคาทองโลก ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
และในช่วงเวลา 19.30 น. สหรัฐฯ ยังมีการประกาศตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (Unemployment Claims) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าอาจเพิ่มตัวขึ้น 1,000 ราย สู่ระดับ 230,000 ราย
หากจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้น อาจส่งผลบวกต่อราคาทองโลก ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
ปิดท้ายด้วยคืนนี้เวลา 21.00 น. มีการเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนส.ค. ซึ่งตลาดคาดว่าอาจขยายตัวขึ้นสู่ระดับ 50.9 จากการประกาศครั้งก่อนหน้าที่ระดับ 50.1
หากคืนนี้ สหรัฐฯ ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจออกมาน้อยกว่าที่ตลาดคาด อาจส่งผลบวกต่อราคาทองโลก ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
แต่หากประกาศออกมามากกว่าที่ตลาดคาด อาจส่งผลลบต่อราคาทองโลก ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
เชื่อราคาทองโลกยังไปต่อ
นางศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส เปิดเผยว่า การปรับตัวลงของราคาทองคำช่วงเช้าวันนี้ (4 ก.ย.) ที่ผ่านมา ฮั่วเซ่งเฮงมองว่าเป็นการปรับฐานลงชั่วคราวเพื่อจะขึ้นไปต่อ หลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นร้อนแรงช่วง 7 วัน หรือ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงมีการขายทำกำไรกันออกมาบ้าง ซึ่งคิดว่าจะไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ 3,500 ดอลลาร์
“ทองขึ้นมาเกือบ ๆ 200 ดอลลาร์แล้ว ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อคืนทำ All-Time High ที่ 3,578 ดอลลาร์ แล้วก็เริ่มมีแรงเทขายออกมา ซึ่งเรามองว่าราคาน่าจะไปได้ต่อ โดยแนวรับที่ 3,500 ดอลลาร์ น่าจะเป็นจุดที่เข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรได้”
โดยตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงจุดที่เป็น All-Time High เมื่อคืนที่ผ่านมา (YTD) ผลตอบแทนทองคำโลกอยู่ที่ 35.7% ส่วนทองไทยอยู่ที่ 27.5% แล้ว
นางศิริลักษณ์กล่าวว่า จากนี้นักลงทุนอาจจะรอติดตามการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้ (5 ก.ย.) ซึ่งไม่ว่าจะออกมาแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ เชื่อว่ากลางเดือน ก.ย.นี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าหากการจ้างงานออกมาแข็งแกร่ง ทองก็อาจจะย่อลงบ้าง ซึ่งก็เป็นจุดที่น่าซื้อกลับ แต่หากการจ้างงานออกมาอ่อนแอ หรือต่ำกว่าคาด ทองก็จะฟื้นตัวอีกรอบ
“ถ้าทองโลกขึ้นไปแถว 3,600-3,630 ดอลลาร์ ทองไทยก็มีโอกาสกลับไป All-Time High ได้ ขึ้นกับค่าเงินบาทด้วย อาจจะอยู่ประมาณ 54,700-55,000 บาท ซึ่ง All-Time High คือ 54,800 บาท แต่ตอนนั้นทอง Spot อยู่แค่ 3,500 ดอลลาร์เท่านั้นเอง เมื่อตอนเดือน เม.ย.”
ธนาคารกลางทั่วโลกแห่สะสมทองคำ
ขณะที่ เพจ “FINNOMENA” ชี้ว่า เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี แบงก์ชาติทั่วโลกถือครองทองคำมากกว่าพันธบัตรสหรัฐ นี่คือ Global Rebalancing ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์
โดยอ้างถึงบทวิเคราะห์ Foreign Central Banks’ Gold Tops US Treasuries For First Time Since 1996 ของ Syz Group ระบุว่า ปัจจุบันธนาคารกลางทั่วโลกถือทองคำในฐานะทุนสำรองมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 1996 หรือครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี
สัดส่วนการถือทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกพุ่งแตะ 27% ของทุนสำรองต่างประเทศ ขณะที่สัดส่วนการถือพันธบัตรสหรัฐ (US Treasuries) ลดลงเหลือแค่ 23% ต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงิน 2008 เหมือนว่าทั้งโลกอาจกำลังปรับสมดุลโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือ Global Rebalancing ครั้งสำคัญที่สุดที่เราเคยเห็นมาในประวัติศาสตร์
ทั้งนี้สหรัฐอเมริกายังเป็นผู้ถือครองทองคำในปริมาณที่มากที่สุดในโลกที่ 8,133 ตัน ตามมาด้วย เยอรมนี (3,350 ตัน) อิตาลี (2,452 ตัน) ฝรั่งเศส (2,437 ตัน) รัสเซีย (2,330 ตัน) จีน (2,299 ตัน) และสวิตเซอร์แลนด์ (1,040 ตัน)