เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ก.ล.ต. ปราบบัญชีม้ากว่า 3 หมื่นบัญชี สกัดฟอกเงินสินทรัพย์ดิจิทัลรวม 229 ล้านบาท

19 ก.ย. 2568 | 11:13น.
บัญชีม้า

บัญชีม้า

ก.ล.ต. เดินหน้าปราบบัญชีม้าและธุรกรรมผิดปกติในสินทรัพย์ดิจิทัล อายัดบัญชีต้องสงสัยกว่า 31,216 บัญชี มูลค่า 229 ล้านบาท พร้อมดันโครงการ Tourist DigiPay ให้นักท่องเที่ยวใช้คริปโตแปลงเป็นเงินบาท ภายใต้มาตรการเข้มงวด คาดเปิดใช้เดือน พ.ย.นี้

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงการจัดการปัญหาบัญชีม้าที่ผู้กระทำผิดมักใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการถ่ายเทเงินที่ได้จากการฉ้อโกงอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ว่า ก.ล.ต.ได้ทำงานร่วมกับคณะทำงานที่ดูแลปัญหาบัญชีม้า อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ธนาคารแห่งประเทศไทย, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE)

โดยยกระดับให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น มีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีม้า (บัญชีดำ/บัญชีเทา) กับหน่วยงานภาครัฐเพื่อปิดกั้นและสกัดกั้น และกำหนดนโยบายและปัจจัยในการพิจารณาบัญชีต้องสงสัยเพิ่มเติม นอกเหนือจากข้อมูลที่ได้รับจากผู้เสียหาย โดยสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีหน้าที่ระงับธุรกรรมและรายงานกรณีที่พบความผิดปกติ

ในปี 2568 ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลได้อายัดบัญชีต้องสงสัยไปแล้วกว่า 31,216 บัญชี มูลค่าทรัพย์สินรวมประมาณ 229 ล้านบาท โดยการอายัดเน้นสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทางในบัญชีธนาคารก่อนแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล

นายเอนกระบุว่า แม้สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถโอนออกได้รวดเร็ว ทำให้การอายัดทำได้ยาก แต่มีการกำหนดนโยบายตรวจสอบบัญชีต้องสงสัยเพิ่มเติม และสถาบันการเงินต้องระงับธุรกรรมและรายงานธุรกรรมผิดปกติทันที ทั้งนี้ เมื่อมีการอายัดบัญชีดำจะถูกอายัดทรัพย์สินทั้งหมด แต่หากเป็นธุรกรรมที่น่าสงสัยอาจอายัดเฉพาะส่วน

การอายัดสามารถทำได้ตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือตามกฎหมาย ปปง. หากมีธุรกรรมที่น่าสงสัย โดยเฉพาะการเร่งดำเนินการกับบัญชีม้าที่เปิดทิ้งไว้แม้จะยังไม่มีสินทรัพย์ เพื่อป้องกันการถูกนำไปใช้ในอนาคต

นอกจากนี้ “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน” ในปี’68 (1 ม.ค.-15 ก.ย. 68) ได้รับแจ้งเบาะแสการหลอกลงทุนรวมทั้งสิ้น 6,354 ครั้ง ผ่าน 6 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. โทรศัพท์ อีเมล์ การเดินทางมายังสำนักงาน ระบบบริการสนทนา และไปรษณีย์

จากจำนวนนี้มีบัญชีโซเชียลมีเดียที่เข้าข่ายหลอกลงทุน 3,036 บัญชี ซึ่ง ก.ล.ต.ได้ประสานผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและหน่วยงานภาครัฐเพื่อปิดกั้นบัญชีเหล่านี้ 100% ภายในเวลา 7 นาที-48 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังให้คำปรึกษาเรื่องการหลอกลงทุนไปแล้ว 3,318 ครั้ง

นายเอนกกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ Tourist DigiPay เป็นโครงการนำร่องที่เชื่อมเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัลกับภาคการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวสามารถแปลงคริปโตเคอร์เรนซีเป็นเงินบาทและฝากเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) เพิ่มความสะดวกคล่องตัวในการจับจ่ายใช้สอยสำหรับนักท่องเที่ยว

โดยร้านค้าผู้เข้าร่วมโครงการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ร้านค้า Know Your Merchant (KYM) หรือร้านค้าที่ผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนครบถ้วน วงเงินรับชำระ 500,000 บาทต่อเดือน และร้านค้าทั่วไป วงเงินรับชำระ 50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการจริงประมาณเดือนพฤศจิกายน 2568

เนื่องจากมีข้อกังวลเรื่องการฟอกเงิน ก.ล.ต.จึงมีกลไกควบคุมดูแลความเสี่ยง โดยมีการทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ การใช้สินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าวไม่เข้าข่ายต้องสำแดงต่อศุลกากร เนื่องจากถือครองในรูปแบบดิจิทัลคล้ายกับเงินฝากในธนาคารต่างประเทศหรือบัตรเครดิต หากมีประเด็นความเสี่ยงในอนาคตหลังโครงการขยายตัว ก็จะมีการประเมินและขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก.ล.ต. บัญชีม้า