ธปท. ประเมิน 'คนละครึ่ง' ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.2% ของจีดีพี
ธปท.ประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่ง-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หนุนเศรษฐกิจได้ 0.2% ของจีดีพี แต่เทียบวงเงินคิดเป็น 0.4% ของจีดีพี เหตุผลต่อเศรษฐกิจไม่มาก เหตุไม่ช่วยการจ้างงาน แต่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ส่วนเศรษฐกิจเดือนสิงหาคมชะลอลงจากอุปทาน การบริโภค-ลงทุนเอกชนทรงตัว รายรับภาคท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.6 ล้านคน จับตาตลาดแรงงาน
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในส่วนของโครงการคนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการของรัฐ มีเม็ดเงินรวมกว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งในแง่เม็ดเงินมีผลประมาณ 0.4% ของจีดีพี แต่อาจจะมีต่อเศรษฐกิจไม่มากนัก หรือมีผลไม่เกิน 0.2% ของจีดีพี

ทั้งนี้ มองว่าทั้ง 2 มาตรการไม่ได้เป็นมาตรการกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน แต่เป็นการกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งอาจจะมีเรื่องของสินค้าต่างประเทศรวมด้วย อย่างไรก็ดี หากสามารถกระตุ้นผู้ที่มีรายได้ระดับสูง อาจจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากขึ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรวม 2 โครงการ โดยเฉพาะคนละครึ่งคาดว่าจะมีผลต่อจีดีพีไม่มากนัก อาจจะครึ่งหนึ่ง หรือราว ๆ 0.2% ของจีดีพี”
นางสาวชญาวดีกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเดือนสิงหาคมชะลอลงจากเดือนก่อน มาจากภาคเกษตรและการผลิตภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ภาคการค้าและขนส่งสินค้าลดลงตาม ขณะที่เครื่องชี้ด้านอุปสงค์โดยรวมทรงตัวใกล้เคียงเดือนก่อน โดยภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากรายรับนักท่องเที่ยว ไทยและต่างชาติ ส่วนการส่งออกสินค้า การบริโภคและลงทุนภาคเอกชนทรงตัว
ทั้งนี้ ภาคการส่งออกในเดือน ส.ค. เติบโตอยู่ที่ 5.5% จากเดือนก่อน โดยการส่งออกไปยังสหรัฐปรับลดลง 7.5% หลังจากมีผลเรื่องนโยบายภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal Tariffs) อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแค่ไหน และเศรษฐกิจคู่ค้า รวมถึงการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ และมาตรการตอบโต้ ส่วนภาคการส่งออกจะติดลบหรือไม่คงต้องดูอีกครั้ง
ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 2.6 ล้านคน หากปรับฤดูกาลจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.8 ล้านคน โดยปรับเพิ่มขึ้นทุกสัญชาติ ทั้งนักท่องเที่ยวระยะใกล้และระยะไกลจากสัญญาณเยอรมัน และรัสเซีย หากนับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบันอยู่ที่ 23.5 ล้านคน และรายรับปรับเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ส่วนการบริโภคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนทรงตัวจากเดือนก่อน
ส่วนตลาดแรงงานทรงตัว โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 (ม.33) ทรงตัว แต่ยังต้องติดตามการจ้างงานภาคธุรกิจบริการและก่อสร้าง โดยผู้รับสิทธิว่างงาน ในส่วนของรายเก่าและรายใหม่ลดลงเกือบทุกสาขา ยกเว้นภาคธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสินค้าสวมสิทธิ (China Flooding) เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น จึงต้องตามอยู่
การใช้จ่ายภาครัฐหดตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางที่ไม่รวมเงินโอนและรัฐวิสาหกิจ โดยรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางหดตัวจากผลของฐานสูงปีก่อน ที่มีการเร่งเบิกจ่ายหลัง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้ ด้านรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัวตามการเบิกจ่ายในโครงการลงทุนด้านสาธารณูปโภคเป็นสำคัญ
ขณะที่การลงทุนในระบบขนส่งทางรางยังขยายตัวสูง สำหรับรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางขยายตัวต่อเนื่องตามการเบิกจ่าย ค่าตอบแทนบุคลากร เงินบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ
ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน ส.ค.นี้ ขาดดุลอยู่ที่ 1,500 ล้านดอลลาร์ จากเดือนก่อนเกินดุล 2,400 ล้านดอลลาร์ มาจากดุลรายได้และเงินโอน โดยมีการส่งกลับเงินไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ และดุลการค้าลดลงตามการส่งออกที่ปรับลดลง
สำหรับเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเคลื่อนไหวตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ รวมถึงการคาดการณ์ของการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และปัจจัยในประเทศ เช่น การเมืองที่มีความชัดเจนขึ้น และราคาทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยดัชนีค่าเงินบาทเทียบกับคู่ค้าคู่แข่ง (NEER) ปรับแข็งค่าขึ้น
“เศรษฐกิจเดือน ส.ค. ชะลอตัวจากอุปทานเป็นหลัก และต้องติดตามตลาดแรงงานที่อาจจะชะลอตัวลง โดยในระยะต่อไป แนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงมาจากภาษีสหรัฐ ภาคท่องเที่ยวอาจจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง รวมถึงต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะออกมา”
นางสาวชญาวดีกล่าวว่า สำหรับกรณีการปรับ Outlook ของธนาคารบางแห่งนั้น เป็นการปรับตาม Outlook ของประเทศ ซึ่งธนาคารที่ปรับเป็นธนาคารที่มีความเชื่อมโยงกับภาครัฐมากกว่าแห่งอื่น ทำให้มีการปรับตาม Outlook ของประเทศ อย่างไรก็ดี หากดูฐานะของธนาคารและการดำเนินงานยังคงเป็นปกติ