หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP อธิบาย “Government Shutdown“ ที่สหรัฐเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองและงบประมาณ ไม่ใช่ปัญหาหมดเงิน ทำให้ตลาดอาจผันผวนและเหวี่ยงแรงช่วงนั้น แต่เตือนความผันผวนอาจลุกลามเป็นอุบัติเหตุทางการเงินที่คาดไม่ถึงได้
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์เฟซบุ๊ก Pipat Luengnaruemitchai อธิบายสถานการณ์ Government Shutdown ที่สหรัฐ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยระบุว่า คงได้ยินข่าวกันแล้วว่าสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะ “Government Shutdown” หลายคนอาจเห็นคำนี้แล้วสงสัยว่ามันคืออะไร น่ากลัวขนาดไหน จริง ๆ ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลสหรัฐ “หมดเงิน” หรือ “ถังแตก” แต่อย่างใด แต่คือปัญหาการเมืองกับเรื่องเทคนิคทางงบประมาณล้วน ๆ
ดร.พิพัฒน์ระบุว่า Government Shutdown เกิดขึ้นเพราะระบบการคลังของสหรัฐกำหนดไว้ ว่างบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลกลางต้องออกเป็นกฎหมายที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา แล้วส่งให้ประธานาธิบดีเซ็นรับรอง ถ้าคุยกันไม่ลงตัว งบฯไม่ผ่านทันเวลา รัฐบาลไม่มี “สิทธิทางกฎหมาย” ในการจ่ายเงินให้หน่วยงานรัฐ หน่วยงานเหล่านั้นก็ต้องหยุดทำงานชั่วคราว ก็คือ Shutdown
แม้พรรค Republican จะคุมเสียงข้างมากในทั้งสภาผู้แทนฯ วุฒิสภา และเป็นประธานาธิบดี แต่วุฒิสภามีกฎ Filibuster ที่ถ้าคุมเสียงไม่ถึง 60 จาก 100 เสียงข้างน้อยก็มีสิทธิขวางการออกกฎหมายได้
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า พรรคการเมืองต้องการใช้เรื่องงบประมาณเป็นเครื่องมือต่อรอง ผูกโยงกับนโยบายใหญ่ ๆ เช่น ประกันสุขภาพ หรือสร้างกำแพงกั้นพรมแดน ที่สำคัญคือไม่ใช่ปัญหาถังแตก สหรัฐยังมีเครดิตกู้เงินได้ และยังจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะตามปกติ เพียงแต่ระบบเบิกจ่ายรายวันของหน่วยงานรัฐสะดุด
ในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา มี Government Shutdown เกิดขึ้นสามครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมี แต่ปิดทีละ 1-2 วัน ดังนี้
- 1995-96 (คลินตัน) : ปิดไป 21 วัน เพราะขัดแย้งเรื่องงบประมาณกับพรรครีพับลิกัน
- 2013 (โอบามา) : ปิดไป 16 วัน เพราะทะเลาะเรื่องงบฯ “Obamacare”
- 2018-19 (ทรัมป์) : ปิดไป 35 วัน ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะเถียงกันเรื่องงบฯสร้างกำแพงเม็กซิโก
“ทุกครั้งสุดท้ายก็จบลงด้วยการตกลงกันได้ โดยความเสียหายเริ่มเยอะจนทั้งสองฝั่งต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอม Compromise แล้วก็กลับมาหาทางออกร่วมกันได้ แต่รอบนี้ประเด็นคือฝั่ง Democrats ต้องการทวงคืนงบฯรักษาพยาบาล Medicaid กว่า $1tn และ Tax Benefit จาก Health Insurance ภายใต้ Obamacare ที่โดนตัดไปพร้อมกับการออก One Big Beautiful Bill ถ้าไม่ได้ก็จะไม่ยอมผ่านกฎหมายงบประมาณ”
ดร.พิพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้าราชการจำนวนมากกว่าแปดแสนคนจะถูกพักงาน (Furlough) หรือทำงานโดยยังไม่ได้รับค่าจ้างทันที มีผลกระทบหลายพันล้านเหรียญ ประมาณว่ากระทบ GDP กว่า 0.1% ทุกสัปดาห์ที่รัฐบาลโดนปิด แต่พอรัฐบาลเปิดพนักงานเหล่านี้ก็ได้เงินชดเชยย้อนหลัง
บริการรัฐบางอย่างหยุดชะงัก เช่น พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ การตรวจสอบบางเรื่อง หรือแม้แต่ตัวเลขเศรษฐกิจอย่าง Nonfarm Payroll ที่ต้องออกวันนี้ (2 ต.ค.)
ตลาดการเงินผันผวน เพราะนักลงทุนกังวล แต่ไม่น่าลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจถาวร และส่วนใหญ่ตลาดหุ้นขึ้นเกินส่วนที่ลดลงมาช่วงรัฐบาลปิดด้วยซ้ำ
“Government Shutdown คือปัญหานักการเมืองเถียงและเจรจากันเรื่องกฎหมายงบประมาณ ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ หน่วยงานรัฐก็ต้องหยุดชั่วคราว แต่พอเขาเลิกทะเลาะกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอม ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม ตลาดอาจผันผวนและเหวี่ยงแรงช่วงนั้น แต่ไม่ใช่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะหมดตัว เพียงแค่บางครั้งความผันผวนนี้ก็มีความเสี่ยง อาจไปจุดประกายอุบัติเหตุทางการเงินที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนได้เหมือนกัน”