YLG ชี้ทองคำยังไม่ฟองสบู่ หลังปีนี้ราคาพุ่งแล้ว 64% แต่ยังมีช่องให้ขึ้นต่อ ประเมินแนวโน้มปลายปีอาจทะลุ 4,435 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือแตะ 78,000 บาท หากทะลุและยืนได้มีโอกาสจะไปต่อที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือทองไทย 80,000 บาท จากแรงหนุนเฟดลดดอกเบี้ย-ธนาคารกลางทั่วโลกแห่สะสมทองคำ
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยในงานสัมมนา “จับจังหวะลงทุน : ทองก็รุ่ง หุ้นก็ปัง” ว่า ราคาทองคำในปี 2568 ปรับขึ้นแล้วกว่า 64% จากต้นปี แต่ยังไม่ถือว่าเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ (Gold Bubble) เนื่องจากเมื่อเทียบกับอดีตในปี 1980 ที่ราคาทองคำเคยพุ่งถึง 200% จะเห็นได้ว่าปัจจุบันยังมีช่องว่างให้เติบโตต่อได้
นางพวรรณ์กล่าวว่า ราคาทองคำปีนี้ “ยังเป็นเทรนด์ขาขึ้น” โดย YLG ประเมินว่าในช่วงปลายปีมีโอกาสเห็นราคาทะลุ 4,435 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือทองไทยประมาณ 78,000 บาท ภายใต้เงินบาทที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ และหากสามารถยืนได้อย่างแข็งแกร่ง มีโอกาสไปต่อถึง 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือทองไทยประมาณ 80,000 บาท แต่ยืนยันว่าการจะเห็นราคาทองคำแตะระดับ “หลักแสนบาท” ยังเป็นไปได้ยาก เว้นแต่จะเกิดปัจจัยลบระดับโลกอย่างสงครามใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นที่ 34 บาทต่อดอลลาร์ก็อาจจะมีโอกาสเห็นทองคำบาทละแสนได้
“ตราบใดที่ราคาทองคำยังยืนอยู่ในระดับสูง ความผันผวนก็จะมีอยู่ตลอด โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากเห็นราคาบริเวณนี้สามารถทยอยเข้าซื้อได้ ส่วนโซน 4,100-4,300 ดอลลาร์ก็ถือว่าน่าทยอยสะสม และหากราคาย่อลงต่ำกว่า 3,800-3,700 ดอลลาร์ ควรเข้าถือทันที ขณะที่ผู้ถือทองอยู่แล้วสามารถทยอยขายทำกำไรได้ แต่ไม่ควรขายหมด เพราะแนวโน้มหลักยังเป็นขาขึ้น” นางพวรรณ์กล่าว
ทั้งนี้ ราคาทองคำในปี 2568 เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากระดับต้นปีที่ 2,630 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดย YLG เชื่อว่าแนวต้านแรกที่ 4,435 ดอลลาร์มีโอกาสเห็นภายในปีนี้ ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านที่จะผลักดันให้ราคาทองคำไปต่ออย่างแข็งแกร่ง ดังนี้
1. เฟดเตรียมลดดอกเบี้ย คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยรวม 0.50% ภายในปีนี้ (ตุลาคม-ธันวาคม) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ราคาทองคำขยับขึ้นต่อ
2. De-dollarization หลายประเทศทยอยลดการถือครองเงินดอลลาร์หลังจากสหรัฐ ใช้มาตรการคว่ำบาตรและอายัดสินทรัพย์ของรัสเซีย ทำให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มสูง
3. แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก ข้อมูลระบุว่าธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเฉลี่ยปีละ 1,000 ตัน และในครึ่งปีแรกของปีนี้ซื้อไปแล้วกว่า 475 ตัน คาดทั้งปีจะเพิ่มเป็น 700-800 ตัน โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน ที่เพิ่มการถือครองจากกว่า 1,000 ตัน เป็น 2,300 ตัน และอาจแตะ 6,000 ตัน หากลดสัดส่วนทุนสำรองดอลลาร์ลง
4. หนี้สหรัฐพุ่งทะลุ 37 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมภาระดอกเบี้ยกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ยิ่งกดดันค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนตัว และส่งผลบวกต่อราคาทองคำ
5. ความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐ ความกังวลต่อการแทรกแซงนโยบายเฟด และความเสี่ยงที่สภาคองเกรสไม่สามารถผ่านงบประมาณ (Government Shutdown) ยังเป็นปัจจัยเสริมให้ราคาทองคำขยับขึ้น
นางพวรรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า นักลงทุนจัดสรรควรทองคำไว้ในพอร์ตลงทุนอย่างน้อย 5-15% เพราะนอกจากช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีแล้ว ยังลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้ดี โดยเฉพาะการลด drawdown และเพิ่ม Sortino Ratio ให้พอร์ตมีเสถียรภาพมากขึ้นในภาวะเศรษฐกิจผันผวน