Skip to content

Net Zero 2050… เป้าที่ท้าทายเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจไทย

26 ต.ค. 2568 | 17:59น.
Net Zero 2050… เป้าที่ท้าทายเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจไทย
คอลัมน์ : เลียบรั้ว เลาะโลก
ผู้เขียน : ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)

หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ ที่ถือเป็นหมุดหมายที่ดีต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยคือ การเลื่อนเป้าหมาย Net Zero 2050 ของไทยให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี จากเป้าหมายเดิมที่ปี 2065 แสดงให้เห็นการให้ความสำคัญของภาครัฐ และสอดคล้องกับผลการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อประเทศ (Country Climate and Development Report : Thailand) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลกและเผยแพร่เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

โดยรายงานดังกล่าวมีการประเมินผลกระทบจาก Climate Change ต่อเศรษฐกิจไทยที่อาจสูงถึง 7-14% ของ GDP ภายในปี 2050 แต่หากมีการลงทุนเพื่อบริหารจัดการ ผลกระทบจะบรรเทาลงถึง 4-5% ของ GDP ดังนั้น นโยบาย Net Zero 2050 จึงนับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อทุกภาคส่วน ว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบเพื่อแก้ปัญหา เพื่อสร้างแรงส่งต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทย ดังนี้

-รักษาการผลิตไทยให้คงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลก เนื่องจากทั้งมิติของแต่ละประเทศที่ต้องตั้งเป้าการลดก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงภาคการผลิตของโลก โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ที่ต่างได้รับแรงกดดันในการสร้างห่วงโซ่การผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ทำให้การที่ไทยตั้งเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นมาอยู่ที่ปี 2050 ซึ่งถือเป็นกรอบเวลาเดียวกันกับประเทศส่วนใหญ่ของโลก ทั้งที่เป็นคู่ค้าสำคัญอย่าง EU และญี่ปุ่น จนถึงประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและมาเลเซีย จะช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวสู่เส้นทางสังคมคาร์บอนต่ำในความเร็วเท่ากับภาคธุรกิจของประเทศส่วนใหญ่ และทำให้ภาคธุรกิจไทยยังคงรักษาตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลกได้

-สร้างโอกาสให้กับหลากหลายธุรกิจในประเทศ นโยบาย Net Zero 2050 ช่วยตอกย้ำทิศทางนโยบายของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแผนพลังงานชาติ โดยเฉพาะด้านพลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงแผนแม่บทด้านอุตสาหกรรมและคมนาคม ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะถูกกำหนดออกมาเป็นมาตรการในการส่งเสริม หรือผลักดันให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นในหลากหลายธุรกิจ อาทิ พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด ธุรกิจยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รถยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ธุรกิจการจัดการของเสีย รวมถึงธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ อาทิ การดักจับและกักเก็บคาร์บอน และไฮโดรเจน

-สร้าง Ecosystem ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากเป้าหมายที่เข้มข้นย่อมทำให้จุดแข็งด้านพลังงานสะอาดชัดเจนขึ้นในระยะยาว สอดคล้องกับปัจจัยการพิจารณาเลือกพื้นที่ลงทุนของบริษัทข้ามชาติที่ส่วนหนึ่งให้ความสำคัญกับการมีแหล่งพลังงานสะอาด ตัวอย่างเช่นกรณีของ Amazon, Microsoft, Apple และ Meta ที่ต่างมีเป้าในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้การเลือกลงทุน Data Center ในประเทศที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูง ก็จะมีส่วนช่วยให้บริษัทดังกล่าวสามารถบรรลุเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกได้ง่ายยิ่งขึ้น

-เร่งปรับภาคการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนสูง การปรับเป้า Net Zero ให้เร็วยิ่งขึ้น สร้างแรงกดดันให้ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูงต้องเร่งปรับตัว อาทิ พลังงานฟอสซิล (ไฟฟ้าและยานยนต์) การผลิตโลหะ การผลิตซีเมนต์ และธุรกิจขนส่ง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดังกล่าวส่วนใหญ่ต่างตระหนักถึงความจำเป็นในการลดคาร์บอนมาแล้วล่วงหน้าระยะหนึ่ง ผ่านมาตรการสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ ทำให้ส่วนหนึ่งมีการวางแผนกลยุทธ์ในการปรับตัวและตั้งเป้าลดคาร์บอนอยู่แล้ว

จะเห็นได้ว่านโยบาย Net Zero 2050 เป็นทั้งความท้าทายต่อธุรกิจไทยที่ต้องเร่งปรับตัว แต่ขณะเดียวกันก็นับเป็นโอกาสที่หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้เร็ว ก็จะช่วยสร้างแต้มต่อและยกระดับภาคธุรกิจไทยไปอีกขั้น โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยที่มีตลาดส่งออกไปประเทศตลาดหลักอย่าง EU อาจได้รับแรงกดดันจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมากอยู่แล้ว ทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวมีการปรับตัวมาโดยตลอด

ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ถือเป็นกลุ่มที่น่ากังวล เนื่องจากอาจยังไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อธุรกิจของตน และอาจมีข้อจำกัดด้านการลงทุนเพิ่มเติมในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งหาก SMEs ไม่สามารถปรับตัวได้ อาจถูกกีดกันออกจากห่วงโซ่อุปทานในอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ เลียบรั้วเลาะโลก