ค่าเงินบาท
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ขณะที่ตลาดจับตาศาลไต่สวนภาษีทรัมป์
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (04/11) ที่ระดับ 32.54/55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (03/11) ที่ระดับ 32.46/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากความไม่แน่นอนเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดยนักลงทุนได้ลดคาดการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในเดือนธ.ค. ต่ำกว่า 70% ลดลงจากสัปดาห์ก่อนที่ให้น้ำหนักที่ 94% ขณะที่เมื่อคืนนี้ (03/11) สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) มีการเปิดเผยว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตในเดือน ต.ค. ปรับตัวลงอยู่ที่ 48.7 และต่ำกว่าเดือน ก.ย. ที่ระดับ 49.1 นอกจากนี้ S&P Global เปิดเผยว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐในเดือน ต.ค. มีการปรับตัวขึ้นอยู่ที่ 52.5 จากระดับ 52.0 ในเดือน ก.ย. สหรัฐ และเป็นการขยายตัวติดต่อกันเดือนที่ 3
ขณะที่ตลาดจับตากำหนดไต่สวนจากศาลฎีกาสหรัฐที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (05/11) ต่อคดีมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนมาตรการภาษีส่วนใหญ่ โดยระบุว่านายทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 นอกจากนี้ตลาดยังจับตาตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ที่จะมีการเปิดเผยพรุ่งนี้ (05/11) เช่นกันเพื่อหาสัญญาณแนวโน้มตลาดแรงงานของสหรัฐ
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ เมื่อวานนี้ (03/11) โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมีการเปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้หารือกับผู้นำจากหลายประเทศเรื่องการส่งออกการเกษตร และผลักดันเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในสำเร็จโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเร่งเดินหน้าโครงการคนละครึ่งเฟสสองและเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขในส่วนของการใช้งานแอปพลิเคชัน ให้ครอบคลุมและทั่วถึง เนื่องจากยังมีประชาชนหลายกลุ่มที่ตกหล่นจากโครงการคนละครึ่งในเฟสแรก
โดยวันนี้ (04/11) มีการเปิดเผยยอดใช้จ่ายช่วงสัปดาห์แรกอยู่ที่ 13,427 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินในส่วนที่ประชาชนจ่าย 6,797 ล้านบาท และส่วนรัฐบาลร่วมจ่ายอยู่ที่ 6,630 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.50 – 32.56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.52/53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (04/11) ที่ระดับ 1.1499/02 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (03/11) ที่ระดับ 1.1515/17 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยวันนี้ (04/11) สำนักงานส่งเสริมการลงทุนและเศรษฐกิจระหว่างประเทศของเยอรมนีมีการเปิดเผยว่า เยอรมนีขาดดุลการค้ากับจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 8.7 หมื่นล้านยูโรในปีนี้ โดยการส่งออกจากเยอรมนีไปจีนในปีนี้คาดว่าจะลดลง 11%
ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากจีนสู่เยอรมนีนั้นเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลของภาษีศุลกากรของสทรัฐที่อยู่ในระดับสูง โดยมีรายงานจากจีนว่า การส่งออกไปเยอรมนีเพิ่มขึ้น 11% แต่การส่งออกไปสหรัฐนั้นลดลง 17% อย่างไรก็ตาม เยอรมนีพยายามที่จะพึ่งพาจีนน้อยลงในสินค้าสำคัญ เช่น แร่หายากและชิป เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้า ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1499 – 1.1533 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1511/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี (04/11) ที่ระดับ 154.46/47 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (03/11) ที่ระดับ 154.15/16 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยวันนี้ (04/11) มีการเปิดเผยผลสำรวจจากภาคเอกชนว่าภาคการผลิตของญี่ปุ่นในเดือน ต.ค. ลดลงมากที่สุดในรอบ 19 เดือน
โดยได้แรงกดดันจากอุปสงค์ของอุตสาหกรรมหลักอย่างยานยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่นในเดือน ต.ค. มีการปรับตัวลงอยู่ที่ 48.2 ถือว่าเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ มี.ค. 2567 โดยผลสำรวจชี้ว่า ยอดคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออกจากตลาดเอเชีย และสหรัฐ ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 44 ถึงแม้อุปสงค์ลดลง แต่ผลผลิตภาคการผลิตนั้นหดตัวน้อยกว่าเดือน ก.ย. เนื่องจากผู้ผลิตสามารถปรับตัวกับปริมาณงานที่ลดลงได้
นอกจากนี้ผลสำรวจสะท้อนว่ามุมมองของผู้ผลิตกลับมาเป็นบวกเนื่องจากความหวังต่อการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเปิดตัวสินค้าใหม่ และภาคยานยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ที่มีแนวโน้มจะกลับมาสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 153.34 – 154.48 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 153.50/52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางออสเตรเลีย (04/11), ตัวเลขการว่างงานของสเปน (04/11), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ต.ค.จาก HCOB ของสหภาพยุโรป (05/11), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ต.ค.จาก S&P Global ของอังกฤษ (05/11), ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ต.ค.จาก ADP ของสหรัฐ (05/11),
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ต.ค.จาก S&P Global ของสหรัฐ (05/11), ดัชนีภาคบริการเดือน ต.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) ของสหรัฐ (05/11), ยอดค้าปลีกเดือน ก.ย. ของอียู (06/11), การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (06/11), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน พ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐ (07/11), การคาดการณ์เงินเฟ้อเดือน ต.ค. ของสหรัฐ (07/11)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8/-7.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ -4.4/-3.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ