ดอลลาร์ฟื้นตัว หลังเฟดส่งสัญญาณไม่ชัดเจนเรื่องดอกเบี้ย เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ระบุว่า การปรับลดดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ยังคงมีความไม่แน่นอน เนื่องจากเฟดยังขาดข้อมูลทางเศรษฐกิจสำคัญ จากปัญหาที่หน่วยงานรัฐบาลของทางสหรัฐยังอยู่ในภาวะชัตดาวน์
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานสภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (05/11) ที่ระดับ 32.56/57 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (04/11) ที่ระดับ 32.53/54 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากการฟื้นตัวของดอลลาร์สหรัฐ จากความไม่แน่นอนในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบเดือน ธ.ค. ของทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังเจ้าหน้าที่เฟดออกมาแสดงความคิดเห็นในแนวทางที่แตกต่างกัน
โดยนางลิซา คุก สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด แสดงความไม่แน่ใจเกี่ยวกับการที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค แม้ว่าจะลงมติสนับสนุนให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน ต.ค. ก็ตาม
ขณะที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด เตือนว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ยังคงมีความไม่แน่นอน เนื่องจากตอนนี้เฟดยังขาดแคลนข้อมูลทางเศรษฐกิจสำคัญ จากปัญหาที่หน่วยงานรัฐบาลของทางสหรัฐ ยังคงอยู่ในภาวะชัตดาวน์ซึ่งล่วงเข้าสู่วันที่ 36 แล้วในวันนี้ (05/11) โดยทำลายสถิติเดิมที่ 35 วันในช่วงปี 2561-2562 และขึ้นแท่นการชัตดาวน์หน่วยงานรัฐบาลยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ และไม่มีทีท่าว่าจะเจรจาหรือทำการประนีประนอม
ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ยังคงไม่แสดงท่าทีอ่อนข้อ โดยกล่าวว่า เขาจะไม่ยอมถูกบีบจากพรรคเดโมแครตให้ขยายเงินอุดหนุนตามกฎหมาย Affordable Care Act หรือที่รู้จักในชื่อ “โอบามาแคร์” ก่อนที่พรรคเดโมแครตจะผ่านงบประมาณเพื่อให้มีการเปิดหน่วยงานรัฐบาลอีกครั้ง
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลาดการเงินก็อาจเกิดความปั่นป่วน โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรสหรัฐ เพราะรัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ที่เก็บไปแล้ว ซึ่งจะมีการพิจารณาในคืนนี้ (05/11) และจะสูญเสียรายได้หลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปี โดยในสัปดาห์นี้ตลาดรอจับตาตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ต.ค.จาก ADP ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกประกาศจากหน่วยงานเอกชน
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ช่วงสายวันนี้ (05/11) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ต.ค. 68 เท่ากับ 100.00 หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.76%YoY โดยเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ส่งผลให้ช่วง 10 เดือน (ม.ค .- ต.ค.) ลดลง 0.09%
ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน ต.ค. 68 อยู่ที่ 101.50 หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้น 0.61% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ทำให้เฉลี่ย 10 เดือนปีนี้ (ม.ค .- ต.ค. 68) อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้น 0.87%
ส่วนการคาดการณ์เงินเฟ้อในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 68 นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ประเมินออกมา แต่แนวโน้มในเดือน พ.ย. 68 ก็อาจยังติดลบอยู่ แต่อยากรอดูผลจากมาตรการของภาครัฐก่อน ในส่วนของคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อไตรมาส 4/68 ก่อนที่มาตรการคนละครึ่งพลัสออกมาประเมินที่ประมาณ -0.52% แต่เมื่อมาตรการออกมาแล้ว และมีผลตอบรับที่ดีมาก ประกอบกับมีการกระตุ้นค่าใช้จ่ายปลายปี ก็อาจจะกลับมาเป็นบวกได้
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.54- 32.61 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.54/56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (05/11) ที่ระดับ 1.1487/88 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (04/11) ที่ระดับ 1.1509/10 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยช่วงบ่ายวันนี้ (05/11) HCOB ได้มีการเปิดเผย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ต.ค. ของสหภาพยุโรป อยู่ที่ระดับ 53.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก.ย. ที่ระดับ 52.6
ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ต.ค. ของประเทศเยอรมนี อยู่ที่ระดับ 54.6 เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย. ที่ระดับ 54.5 ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1480-1.1497 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1486/88 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (05/11) ที่ระดับ 153.06/10 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (04/11) ที่ระดับ 153.39/40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยเมื่อวานนี้ (04/11) โดยในเช้าวันนี้ (05/11) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 18-19 ก.ย.
โดยระบุว่ากรรมการ BOJ บางส่วนมีการอภิปรายเกี่ยวกับช่วงเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยอ้างถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากญี่ปุ่นประสบปัญหาเงินฝืดเป็นเวลานาน ซึ่งสวนทางกับกรรมการ 2 คนคือนาโอกิ ทามูระ และฮาจิเมะ ทาคาตะ ที่เรียกร้องให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเสนอให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 152.97 – 153.74 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 153.53/54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ต.ค.จาก ADP ของสหรัฐ (05/11), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ต.ค.จาก S&P Global ของสหรัฐ (05/11), ดัชนีภาคบริการเดือน ต.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) ของสหรัฐ (05/11), ยอดค้าปลีกเดือน ก.ย. ของสหภาพยุโรป (06/11), การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (06/11), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน พ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐ (07/11), การคาดการณ์เงินเฟ้อเดือน ต.ค. ของสหรัฐ (07/11)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.3/-7.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ -4.4/-3.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ