Skip to content

รายย่อยอุ้มหุ้นไทย ต่างชาติทิ้งแสนล้าน-ลุ้น 2 เดือนท้าย

12 พ.ย. 2568 | 17:58น.
รายย่อยอุ้มหุ้นไทย ต่างชาติทิ้งแสนล้าน-ลุ้น 2 เดือนท้าย

นับตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงขณะนี้ (ณ 7 พ.ย.) การซื้อขายหุ้นไทย เมื่อดูตามกลุ่มนักลงทุนจะพบว่า นักลงทุนในประเทศ (รายย่อย) ซื้อสุทธิเพียงกลุ่มเดียวที่ 138,338 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 101,890.39 ล้านบาท สถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 21,402.12 ล้านบาท และบัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 15,045.50 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แถลงภาวะตลาดหุ้นไทยเดือน ต.ค. 2568 โดย SET Index ปิดที่ 1,309.50 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.8% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า ทำให้ 10 เดือนแรกของปี 2568 หรือตั้งแต่ต้นปี (YTD) SET Index ปรับตัวลดลง 6.5% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มการเงิน

ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมในช่วง 10 เดือนแรกของปี อยู่ที่ 42,659 ล้านบาท ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 100,739 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ณ เดือน ต.ค. 2568 ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 51.81% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 31.80% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 9.77% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.62%

“ศรพล ตุลยะเสถียร” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวถึงแนวโน้ม SET ในช่วงที่เหลือของปีว่า จากข้อมูลในอดีตพบว่า ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี ผู้ถือหน่วยมักจะมีสถานะขายสุทธิกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ลดลง ขณะที่มีเงินทุนไหลเข้าในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) เพิ่มขึ้น เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ขณะที่ “ณัฐชาต เมฆมาสิน” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า เดือน พ.ย. คาดว่า SET Index จะอยู่ในโหมดทรงตัวให้กรอบดัชนีที่ระดับ 1,260-1,350 จุด โดยมีกรอบแนวรับแรกที่ระดับ 1,290 จุด และกรอบแนวต้านแรกที่ระดับ 1,330 จุด

โดยภาพรวมการลงทุนในเดือนนี้ ช่วงแรกอาจมีปัจจัยบวกอยู่บ้างตามทิศทางของตลาดหุ้นโลก ที่น่าจะยังคงมี Sentiment บวก เกี่ยวกับดีลการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนจากผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐ ที่ในภาพรวมส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่หุ้นในกลุ่มพลังงานอาจได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ หลังกลุ่ม OPEC+ ตัดสินใจที่จะระงับการเพิ่มการผลิตในไตรมาสแรกของปีหน้าไว้ก่อน

กราฟิก ตลาดหุ้นไทยต่างชาติทิ้งดิ่ง

ส่วนปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศที่อาจต้องติดตามตลอดทั้งเดือนนี้มองไปยังการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจจริงต่าง ๆ โดยเฉพาะในสหรัฐ ซึ่งถ้าหากออกมาทิศทางอ่อนแอ อาจส่งผลกดดันต่อหุ้นในกลุ่มวัฏจักรได้ โดยเฉพาะท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เริ่มลังเลต่อการลดดอกเบี้ยในช่วงถัดไปมากขึ้น

ด้านปัจจัยภายในประเทศที่จะส่งผลต่อการลงทุนในเดือนนี้ คือ การประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 3 ปี 2568 ของบริษัทจดทะเบียนในประเทศ (บจ.) ซึ่งอาจออกมามีทิศทางที่ไม่ดีนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) และกลุ่มท่องเที่ยว (Tourism) อาทิ ค้าปลีก ไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ และโรงแรม

“อย่างไรก็ตาม มองเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ (Buy on Fact) ที่น่าสนใจ เพราะเชื่อว่าข่าวร้ายที่เกิดกับกลุ่มนี้น่าหมดลงแล้ว และรอรับปัจจัยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากมาตรการของรัฐบาลที่มีสัญญาณดีขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 หนุนให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้น ประกอบกับการเข้าสู่ High Season ของฤดูกาลท่องเที่ยวพอดี ซึ่งจะหนุนให้ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มเหล่านี้กลับมาฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้”

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทยอาจผันผวนได้ จากการมีสัญญาณ HINDENBURG OMEN เกิดขึ้นเช่นเดียวกับสหรัฐ โดย SET Index ตลอด 8 ปี เกิดสัญญาณ HINDENBURG OMEN มาแล้ว 6 ครั้ง ปรับฐานทุกครั้งหลังจากนั้น -14%, -12%, -9%, -38%, -6%, -11% แล้วปัจจุบันก็เพิ่งเกิดขึ้นครั้งที่ 7 ทำให้มีโอกาสที่ SET จะปรับฐานลงมา เสริมแรงด้วยสถิติในอดีตเดือน พ.ย. SET Index มักปรับฐานในเดือนนี้ (RETURN ติดลบ 7 จาก 10 ครั้ง) มีเพียงปี 2020 ที่บวกแรง 17% ได้รับปัจจัยหนุนจากข่าวทดลองวัคชีน COVID-19 ที่มีประสิทธิภาพกว่า 90% ประกอบกับขณะนั้นการเมืองสหรัฐชัดเจน หลังนายโจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้ง

อีกทั้งเดือน พ.ย. 2568 (MTD) รายย่อยซื้อสุทธิเพียงผู้เดียว 5,200 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายขายทำกำไร หรือปรับพอร์ตออกไป ซึ่งภาวะแบบนี้ SET Index มักปรับฐานเฉลี่ย 2.7% และมีเพียง 5 เดือนจาก 21 เดือน ที่ SET ปรับขึ้นในเดือนที่ต่างชาติ และสถาบันร่วมกันขายสุทธิ