นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
‘เอกนิติ’ เผยเดินหน้า AMC แก้หนี้ภาคเกษตร ตั้งภายใน ธ.ก.ส. ต้นปีหน้า ยันโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ช่วยลดหนี้ครัวเรือนยั่งยืน พร้อมเร่งวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ลดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากแทนการเยียวยารายปี
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ภาคเกษตร ว่าขณะนี้ได้หารือกับผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เรียบร้อยแล้ว โดยแนวทางคือจะตั้ง AMC ภายในของ ธ.ก.ส. เอง ซึ่งจะดำเนินการคู่ขนานกับโครงการแก้หนี้ครัวเรือนที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอยู่ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ลักษณะของหนี้เกษตรกรแตกต่างจากหนี้ครัวเรือนทั่วไป เนื่องจากเป็นหนี้ที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาลการผลิตและสภาพอากาศ เช่น ภัยแล้งหรือน้ำท่วมในบางช่วง ทำให้ต้องมีแนวทางปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะทาง จึงแยกออกจากโครงการแก้หนี้ครัวเรือนหลัก
นายเอกนิติระบุว่า AMC ภาคเกษตรจะมีขนาดเล็กกว่าโครงการแก้หนี้ครัวเรือน โดยมีวงเงินเพียง “หลักหมื่นล้านบาท” เท่านั้น เมื่อเทียบกับโครงการแก้หนี้ครัวเรือนที่มีเม็ดเงิน “หลักแสนล้านบาท” แต่ถึงจะมีขนาดเล็กกว่า ก็จะช่วยเกษตรกรรายย่อยได้จำนวนมาก คาดว่าจะสามารถจัดตั้งได้ภายในต้นปี 2569 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาแหล่งเงินทุนและรายละเอียดของมูลหนี้ต่อรายที่จะเข้าสู่ระบบ AMC เกษตร
ส่วนการประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ที่อาจซ้ำเติมภาระหนี้ครัวเรือน นายเอกนิติกล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการเยียวยาผู้ประสบภัยทุกปี วงเงินรวมปีละหลายหมื่นล้านบาท และเมื่อนำมารวมกันหลายปีก็สามารถสร้างเขื่อนได้แล้ว ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงอยู่ระหว่างการปรับแนวทางจากการเยียวยาระยะสั้น มาเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยกำลังเตรียมโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง (Lower Chao Phraya Basin)
โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด ทั้งในด้านแหล่งเงินและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยอาจใช้ เงินกู้จากต่างประเทศในรูปแบบสินเชื่อผ่อนปรน (Concessional Loan) และรับการสนับสนุนทางเทคนิค (Technical Assistance) จากประเทศคู่เจรจา เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
สำหรับ “โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของรัฐบาล นายเอกนิติกล่าวว่า เป็นมาตรการช่วยลดหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ประมาณ 3 ล้านราย รวมกว่า 4.7 ล้านบัญชี วงเงินรวม 1.2 แสนล้านบาท
โครงการดังกล่าวจะดำเนินการผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เข้ามารับโอนและบริหารหนี้ครัวเรือน โดยจะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ยังวางระบบเพื่อสร้างวินัยทางการเงินในระยะยาว ผ่านมาตรการปรับต้น ลดดอก ยืดหนี้ ซึ่งจะสามารถปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้สามารถเริ่มต้นใหม่ได้
นอกจากนี้ สำนักงานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) จะเปิดหมวดใหม่ให้ลูกหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างสามารถกลับเข้าระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง เช่น การขอสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ หรือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงธนาคารออมสิน เข้ามาช่วยสนับสนุนสินเชื่อใหม่ เพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสไปต่อได้