คอลัมน์ : นั่งคุยกับห้องค้า ผู้เขียน : ดร.กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, จงรัก ก้องกำชัย ธนาคารกสิกรไทย
ภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐ ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุติลงอย่างเป็นทางการแล้ว หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามอนุมัติร่างงบประมาณชั่วคราวที่ผ่านความเห็นชอบจากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้รัฐบาลสามารถกลับมาเปิดทำการได้หลังชัตดาวน์ยาวนานที่สุดกว่า 40 วัน ซึ่งส่งผลให้ข้อมูลเศรษฐกิจจำนวนมากหยุดเผยแพร่และทำให้ความสามารถของเฟดในการประเมินเศรษฐกิจลดลงอย่างมาก
แม้ชัตดาวน์จะยุติลง แต่การฟื้นตัวของหน่วยงานรัฐยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายสัปดาห์ เพราะต้องเคลียร์งานค้างและอัพเดตระบบ รวมถึงฟื้นบริการต่าง ๆ แม้พนักงานรัฐจะได้ค่าจ้างย้อนหลัง แต่ขั้นตอนคำนวณอาจล่าช้าหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนเหมือนเหตุการณ์ปี 2019 ส่งผลให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยังยืดเยื้อไปจนถึงช่วงปลายปี
ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากชัตดาวน์ครั้งนี้รุนแรงกว่าที่เคย นักเศรษฐศาสตร์ประเมินมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ราวสัปดาห์ละ 1-3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผลกระทบยังลุกลามไปนอกเหนือภาคข้าราชการ ทั้งครอบครัวรายได้น้อยที่ถูกจำกัดวงเงินสนับสนุนด้านโภชนาการ ธุรกิจเอกชนที่ขาดช่องทางกู้เงินจากรัฐ การออกใบอนุญาตและโครงการก่อสร้างใหม่ล่าช้า ธุรกิจท่องเที่ยวที่สูญรายได้จากพิพิธภัณฑ์และอุทยานแห่งชาติปิดให้บริการ รวมถึงความล่าช้าของเที่ยวบินจากการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน
ด้านการเมือง ร่างงบประมาณที่ผ่านครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการประคองสถานการณ์ เพราะไม่รวมการต่ออายุเงินอุดหนุนโอบามาแคร์ที่เดโมแครตเรียกร้อง โดยงบฯเต็มปีจัดให้เพียงบางกระทรวง ส่วนหน่วยงานส่วนใหญ่ได้งบฯชั่วคราวถึง 30 มกราคม 2026 เท่านั้น ทำให้ความขัดแย้งเรื่องสวัสดิการและงบประมาณยังอาจปะทุขึ้นอีก และกลายเป็นประเด็นหาเสียงในศึกเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026
อีกด้านหนึ่ง เฟดกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากการขาดข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญทั้งตัวเลขจ้างงาน เงินเฟ้อ และดัชนีภาคธุรกิจ ที่หยุดเผยแพร่ระหว่างชัตดาวน์ ทำให้การประชุมเดือนธันวาคมมี “ช่องว่างข้อมูล” ขณะเดียวกันสัญญาณชะลอตัวปรากฏชัดจากข้อมูลภาคเอกชน ทั้งยอดเลิกจ้างจาก Challenger ที่สูงสุดในรอบกว่า 20 ปี ดัชนีธุรกิจขนาดเล็กที่ร่วงแตะระดับต่ำสุดของปี และแรงกดดันเงินเฟ้อที่อ่อนลง อีกทั้งข่าวการเกษียณของราฟาเอล บอสติก หนึ่งในสมาชิกเฟดเสียงสายเหยี่ยวในปีหน้า ยังทำให้ความเห็นของเฟดอาจเอนทางผ่อนคลายมากขึ้น ท่ามกลางความเสียหายทางเศรษฐกิจและข้อมูลที่หายไป
ห้องค้ากสิกรไทยประเมินว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีกราว 3 ครั้งในปี 2026 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงใกล้ 3.00% ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองตลาด แม้จะผ่อนคลายกว่าที่เฟดระบุใน Dot Plot ว่าจะลดเพียงราว 2 ครั้ง สู่ระดับ 3.4% ภายในปี 2026
ความต่างนี้สะท้อนว่าตลาดคาดเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจะชะลอเร็วกว่าที่เฟดประเมิน ขณะเดียวกันแรงกดดันจากชัตดาวน์และสัญญาณเศรษฐกิจที่อ่อนแรงอาจทำให้เฟดต้องผ่อนนโยบายมากกว่าที่ตั้งใจไว้เดิม