Skip to content

TDRI ชี้รัฐอย่ากระตุ้นระยะสั้นอย่างเดียว แนะสร้างงานดี ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

17 พ.ย. 2568 | 13:49น.
TDRI ชี้รัฐอย่ากระตุ้นระยะสั้นอย่างเดียว แนะสร้างงานดี ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

‘สมเกียรติ’ ประธาน TDRI เตือนรัฐบาลอย่ากระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แนะต้องสร้างงานดี (Good Jobs) ปรับโครงสร้างโมเดลการผลิตใหม่ พร้อมจับตานโยบายเลือก-ตั้งเครดิตเรตติ้งประเทศ

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิช ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยภายในงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ของ TDRI ในหัวข้อ เครื่องจักรการเติบโตใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ ว่าประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง โดยแม้ประเทศไทยเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 7% ต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 2% เท่านั้น ส่งผลให้ไทยรั้งท้ายภูมิภาคเอเชีย เหลือนำหน้าเพียงญี่ปุ่นประเทศเดียว ส่งผลให้คนยากจนเดือดร้อน ซึ่งขณะนี้คนชนชั้นกลางก็เริ่มได้รับความเดือดร้อนแล้วเช่นเดียวกัน

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช

โดยสาเหตุที่ประเทศไทยมีการเติบโตช้า จนอาจทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเติบโตแซงหน้าได้ ในระยะเวลาที่ไม่ถึง 20 ปีนั้น ก็เกิดขึ้นจากการที่ประเทศไทยเน้นในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่มากเกินไป เห็นได้จากทุกรัฐบาลที่เข้ามา มีความต้องการที่อยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อให้เห็นผลไว แต่การที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้นั้นต้องใช้เวลาที่นานพอสมควร ซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาลควรจะเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมาจากการสร้างงานที่ดีให้กับประชาชน

“ในต่างประเทศทั่วโลก เวลาพรรคการเมืองหาเสียงจะแข่งขันกันในเรื่องของการสร้างงานที่ดีให้กับประชาชนเพื่อจะได้รายได้ที่ดี แต่ในกรณีของประเทศไทย เราแทบไม่ค่อยได้เห็นเรื่องแบบนี้ แต่กลับได้ยินเฉพาะว่ารัฐบาลจะให้หรือแจกอะไรฟรีให้กับประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทั้งสิ้น และหลังจากนั้นสภาพเศรษฐกิจก็จะกลับไปเป็นเช่นเดิม” นายสมเกียรติกล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก TDRI ระบุว่า ระหว่างปี 2021-2024 การเติบโตต่อหัวของไทยเฉลี่ยเพียง 0.1% ต่ำจน “ไม่มีวันไล่ทันประเทศรายได้สูง” หากไม่ปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยปัญหาการโตต่ำยังส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น 1.หนี้ครัวเรือนยังสูงกว่า 80% ของ GDP แม้เริ่มชะลอลง 2.ธนาคารไม่ปล่อยกู้ SMEs เพราะเสี่ยงหนี้เสีย 3.ภาครัฐต้องอุ้มหลายภาคส่วน ทั้งครัวเรือน เกษตรกร และธุรกิจ ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูง

ขณะที่ค่าจ้างแรงงานต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าผลตอบแทนไปสู่ทุนนิยมมากกว่าแรงงาน ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ว่างงานสูง แต่เป็นประเทศที่คนทำงานแล้ว “รายได้ไม่พอ” โดยแรงงานจำนวนมากไม่สามารถเลี้ยงชีพครอบครัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทยคือ จะทำอย่างไรให้มีการสร้างงานที่ดี (Good Jobs) เกิดขึ้น เพราะการสร้างงานที่ดีให้เกิดขึ้นนั้นจะต้องเข้าไปปรับปรุงที่โครงสร้างภาคการผลิตใน 3 ด้าน ได้แก่

1.ภาคเกษตร โดยจะต้องเน้นไปสู่เกษตรที่อ่อนไหวกับราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก หรือการทำเกษตรพรีเมี่ยม เพื่อให้สินค้าเกษตรของไทยมีมูลค่าที่สูงขึ้น ซึ่งหากทำได้ก็จะเป็นการกระจายรายได้สูตรหักรากให้กับประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับการเกษตร

2.ภาคการบริการ ควรเน้นบริการที่ส่งออกได้ ไม่ใช่บริการเฉพาะในประเทศอย่างเดียว ซึ่งประเทศไทยมีตัวอย่างบริการที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมที่ไทยมีแต่บริการเฉพาะธุรกิจ Medical Hub ที่คนต่างประเทศมารักษาพยาบาลในประเทศไทย แต่ในปัจจุประเทศไทยกลายเป็นฐานสำคัญของการถ่ายทำภาพยนตร์ และซีรีส์ของแพลตฟอร์ม Streaming ต่าง ๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ในแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้น และกระจายรายได้ไปสู่ประชาชน

3.ภาคการผลิต ซึ่งในส่วนนี้มีโจทย์ใหญ่คือ จีนเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าล้นตลาด ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันได้ และถ้าจะแข่งขันต้องหาจุดเด่น ซึ่งจุดเด่นที่สำคัญจุดหนึ่งคือการผลิตสีเขียว หรือผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องเป็นสินค้าที่เป็นแบรนด์ของคนไทยเอง โดยในส่วนนี้สินค้ายังสามารถขายได้ในตลาดโลก เช่น ในตลาดของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังมีความต้องการสินค้าอุปโภคของประเทศไทยอยู่

“โมเดลใหม่ การที่เราจะต้องสร้างขึ้นมา จะไม่ใช่มีไม่กี่ธุรกิจที่คอยแบกทั้งประเทศไทย เพราะมันไปต่อไม่ได้แล้ว ถ้าหากมองย้อนไปในอดีต จะเห็นว่าไทยมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไม่กี่ตัวที่แบกทั้งประเทศ แต่ปัจจุบันจะพบว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่สามารถทำแบบเดิมได้” นายสมเกียรติกล่าว

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเรื่องที่ดีและมีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนเครื่องบิน ที่มีเครื่องยนต์ทั้งในเรื่องของการบริโภคและด้านการผลิต ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไปเน้นกระตุ้นด้านการบริโภคค่อนข้างเยอะ ในขณะที่ด้านการผลิตกระตุ้นน้อยเกินไป ทำให้เครื่องบินของไทยบินขึ้นได้แบบไม่สมดุล เพราะฉะนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้ แต่ไม่ควรมากจนเกินไป และควรกระตุ้นความเข้มแข็งในระยะยาวควบคู่ไปด้วย

“ความเข้มแข็งในระยะยาวมีบางอย่างที่ไม่ต้องใช้เงินด้วยซ้ำ เช่น การแก้ไขกฎระเบียบ ที่ทำให้ธุรกิจทำมาหากินได้ยาก ซึ่งหากทำได้ก็จะทำให้เกิดการลงทุนมาแบบฟรี ๆ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้จ่ายใด ๆ เลย ซึ่งก็เป็นนโยบาย Quick Big Win ที่เชียร์ให้รัฐบาลทำ”

ส่วนเรื่องความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นายสมเกียรติระบุว่า เนื่องจากไทยมีจุดเด่นในการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ที่ถูกบริษัทต่างชาติเลือกมาลงทุน เพราะฉะนั้นโจทย์ของประเทศไทยคือ จะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และต้องไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งมากระทบกับการค้า การตัดสินใจมาลงทุนของต่างชาติ

“การรักษาพื้นที่การรักษาดินแดนเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่เรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นต้องยั่วยุจนเกินไปก็ไม่ควรทำ เพื่อวันหลังจะได้กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดี กลับมาค้าขายร่วมกัน และทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดนที่ได้รับผลกระทบที่ลดลง”

นอกจากนี้ ยังได้เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศระงับการเจรจาด้านอัตราภาษีการค้าทวิภาคีระหว่างไทย-สหรัฐด้วยว่า หากสหรัฐอเมริกายกเลิกการเจรจาไทยอาจเสียประโยชน์ทางการค้า เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐเปิดช่องให้ไทยเจรจาลดภาษีในหลายรายการ

“สหรัฐเรียกร้องให้ไทยเปิดเสรีการค้าเรียบร้อยแล้ว และกำหนดอัตราภาษีสินค้าจากไทยอยู่ที่ 19% แต่มีหลายรายการที่ผู้ประกอบการในสหรัฐไม่ได้ผลิต หากนำเข้าจากไทยจะไม่กระทบตลาด และสามารถเจรจาลดภาษีเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ได้” นายสมเกียรติกล่าว

ทั้งนี้ การลดภาษีดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐพร้อมเจรจากับไทย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต้องร่วมมือกันประคับประคองการเจรจาไม่ให้หยุดชะงัก เพื่อปกป้องประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ

ขณะที่ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นายสมเกียรติระบุว่าปีหน้าเป็นปีเลือกตั้ง ที่ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้ง ซึ่งจะมีผลกระทบค่อนข้างเยอะ โดยที่ผ่านมาบริษัทจัดอันดับเครดิตได้ปรับในการมองเครดิตของประเทศไทยลดลงจากเป็นกลางมาสู่ในแดนลบ แต่ยังไม่หลุดเครดิต ซึ่งก็ยังไม่ได้มีผลโดยตรง

“เราต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีการใช้เงินภาครัฐอย่างสมเหตุสมผลและรับผิดชอบ ถ้าโชว์เหตุตรงนี้ได้ความสะดุดวันนี้ก็จะหายไป แต่ตอนนี้หนี้สาธารณะอยู่ระดับที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ดังนั้น ควรระมัดระวังว่าในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีในปีหน้า ถ้าทุกพรรคแข่งขันลดแลกแจกแถม ก็จะทำให้มีความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้นได้”

พร้อมฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ควรตรวจสอบส่วนนี้พร้อมกับภาควิชาการภาคธุรกิจ ต้องช่วยกันเตือนรัฐบาลที่เป็นพรรคการเมืองต่าง ๆ ว่าการหาเสียงให้ประชาชนได้ประโยชน์ทำได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบด้านการคลังด้วย

นายสมเกียรติยังได้กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 ที่จะขยายเป็น 4,000 บาท สำหรับกลุ่มตกหล่น ว่าการใช้จ่ายภาครัฐสามารถทำได้ แต่ต้องชี้ชัดว่าเงินมาจากแหล่งใดและคุ้มค่าหรือไม่ หากสามารถอธิบายได้ว่าไม่กระทบวินัยการคลังเกินควรก็ถือว่าไม่เป็นปัญหา

นอกจากนี้ ได้แนะนำว่ารัฐบาลควรพิจารณาปรับรูปแบบการจูงใจการลงทุนจากต่างประเทศ ลดการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่หันไปพัฒนาทักษะกำลังคนไทยเพื่อสร้างความยั่งยืนและเพิ่มคุณภาพงานให้ประชาชน ซึ่งเป็นวิธีที่สร้างผลประโยชน์ในระยะยาวแก่เศรษฐกิจไทย