ธุรกิจโรงเรียนเอกชนไทย กับความท้าทายจาก Aging Population
คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : กณิศ อ่ำสกุล Krungthai Compass
โรงเรียนเอกชน ถือเป็น 1 ในธุรกิจรากฐานสำคัญของประเทศ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงโดยตรงต่อทุนมนุษย์ หรือ Human Capital ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยในปีที่ผ่านมา ธุรกิจโรงเรียนเอกชนมีจำนวนผู้ประกอบการประมาณ 250 ราย และมีมูลค่าตลาดราว 31,000 ล้านบาท
ธุรกิจนี้สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ 1) โรงเรียนเอกชนทั่วไป เป็นกลุ่มที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เน้นภาษาไทยเป็นหลัก แต่บางแห่งอาจจัดสอนหลักสูตร 2 ภาษา ซึ่งมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4,400 ล้านบาท 2) โรงเรียนนานาชาติที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 13,500 ล้านบาท โดยกลุ่มนี้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรต่างประเทศ อาทิ Cambridge และ American Curriculum
และสุดท้าย คือ กลุ่ม 3) โรงเรียนเอกชนเฉพาะทางที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 13,000 ล้านบาท โดยเน้นการเรียนการสอนเฉพาะทาง อาทิ โรงเรียนอาชีวะ โรงเรียนสอนพิเศษ หรือโรงเรียนสอนการบิน เป็นต้น
ในรอบ 3 ปีหลัง (ปี 2565-2567) “โรงเรียนนานาชาติ” ถือเป็นกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นสุด สะท้อนจากการมีอัตราการเติบโตของรายได้ (Revenue Growth) เฉลี่ยถึงปีละ 13.0% และมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย (Net Profit Margin) 10.2% สูงกว่าค่ากลางของธุรกิจโรงเรียนเอกชนในภาพรวมที่ 7.9% และ 6.1% ในช่วงเวลาเดียวกันอยู่เกือบเท่าตัว
สาเหตุที่ทำให้โรงเรียนนานาชาติมีศักยภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งมาจาก 3 จุดขายหลัก คือ 1) ฐานลูกค้าหรือผู้เรียนเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง ไม่ค่อยอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจและระดับราคา (Low Price Sensitivity) 2) ความแตกต่างด้านภาพลักษณ์และคุณภาพ (Premium Positioning) จากการใช้หลักสูตรตามมาตรฐานสากลที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และความแตกต่างจากโรงเรียนเอกชนทั่วไป
และ 3) การบริหารจัดการรายได้และต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ (Operational Efficiency) อาทิ การแชร์บุคลากรร่วมกันแบบ Multi-Campus รวมถึงการสร้างรายได้จากบริการเสริมรอบตัวนักเรียน
อย่างไรก็ดี หากมองไปข้างหน้า ภาวะ Aging Population ของไทย จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามากดดันดีมานด์ของธุรกิจโรงเรียนเอกชนผ่านจำนวนประชากรในวัยเรียนที่น้อยลง โดยในระยะ 2-3 ปีต่อจากนี้ สหประชาชาติ (UN) คาดการณ์ว่าประชากรไทยในวัยเรียน (อายุ 3-17 ปี) มีจำนวนลดลงเฉลี่ยปีละ 2.2% จาก 11.3 ล้านคนในปี 2567 มาอยู่ในระดับ 10.6-11.1 ล้านคนในปี 2568-2570 หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อประชากรที่ลดลงจาก 15.8% เป็น 14.8-15.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ภาวะดังกล่าวคาดว่าจะกดดันให้นักเรียนเอกชนของไทยมีจำนวนน้อยลงจาก 2.05 ล้านคนในปี 2567 มาอยู่ที่ 1.94-2.00 ล้านคน ในปี 2568-2570
คำถามที่น่าสนใจต่อไปคือ แล้วผู้ประกอบธุรกิจโรงเรียนเอกชนควรปรับตัวอย่างไร ? กรณีศึกษาจากโรงเรียนเอกชนในญี่ปุ่นที่เผชิญภาวะ Aging Population มาก่อนไทย พบว่าผู้ประกอบการเลือกใช้ 2 แนวทางหลักในการรับมือกับจำนวนนักเรียนที่ลดลง ได้แก่ “การขยายสาขาไปเมืองรอง”
อย่างกรณีของ Hokkaido International School ซึ่งเริ่มแรกมีสาขาหลักที่เมือง Sapporo แต่ในปี 2555 ทางโรงเรียนได้ขยายสาขาย่อยที่เมือง Niseko เพื่อลดการพึ่งพานักเรียนในเมืองใหญ่เพียงแห่งเดียว และ “การสร้างเครือข่ายกับโรงเรียนต่างชาติ” เหมือนอย่างกรณีของ Harrow International School Appi Japan ที่ได้เข้าเป็นเครือข่ายอย่างเป็นทางการของ Harrow School (UK) เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะครอบครัวต่างชาติ ซึ่งทั้ง 2 แนวทางดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้กับบริบทของไทยได้เช่นกัน
เมื่อประเมินโอกาสในการขยายธุรกิจโรงเรียนเอกชนในไทยตามแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการญี่ปุ่น จากปัจจัย 1) รายได้เฉลี่ยของประชากร ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อในแต่ละภูมิภาค และ 2) สัดส่วนจำนวนนักเรียนต่อโรงเรียน ซึ่งสะท้อนความหนาแน่นของนักเรียนในแต่ละภูมิภาค Krungthai COMPASS ประเมินว่าภาคตะวันออก
โดยเฉพาะ EEC เป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นมากที่สุด เนื่องจากเป็นทำเลที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อคนเกือบ 5 แสนบาท/ปี เทียบเท่ากับกรุงเทพฯ อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐ ที่จะดึงดูดแรงงานต่างชาติ (Expats) เพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ภาคตะวันออกยังมีช่องว่างในการทำตลาดของโรงเรียนเอกชนอยู่อีกมาก สะท้อนจากความหนาแน่นของจำนวนนักเรียนเฉลี่ย 294 คนต่อโรงเรียน สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ
ภายใต้สถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น Krungthai COMPASS จึงประเมินมูลค่าธุรกิจโรงเรียนเอกชนในปี 2568-2570 ว่าจะอยู่ในระดับ 3.2-3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งแม้จะขยายตัวได้เฉลี่ยปีละ 3.2% แต่ถือว่าชะลอลงจากในอดีต ตามแรงกดดันของ Aging Population
โดยคาดว่าการเติบโตจะมาจากการเพิ่มรายได้ต่อนักเรียนเป็นหลัก ทั้งการเพิ่มหลักสูตรพิเศษ หรือการขยายบริการเสริมรอบตัวนักเรียน อาทิ การเพิ่มหลักสูตรพิเศษ (Bilingual หรือ International Program) ผ่านความร่วมมือกับโรงเรียนต่างประเทศ เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและครอบครัวต่างชาติ ซึ่งจะทำให้สามารถตั้งค่าเทอมได้สูงขึ้นหลายเท่าตัว
รวมถึงการขยายรายได้จากบริการเสริมรอบตัวนักเรียน เช่น กิจกรรม After-school & Weekend Program (สอนดนตรี กีฬา Coding) รวมถึงบริการสนับสนุนอื่น ๆ เช่น Canteen, Shuttle Bus, Uniform และ School Trip เป็นต้น