ดร.พิพัฒน์ KKP มองเศรษฐกิจไทยโตต่ำเหลือระดับ 2% ต่อเนื่องไปถึงครึ่งแรกปี’69 เหตุเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง แถมช็อก “ท่องเที่ยว-สงครามการค้า” ฉุดการเติบโต ชี้กระแสโลกใหม่ทำไทยเผชิญความท้าทาย 4D แรงงานลด-ลงทุนชะลอ-ผลิตภาพไม่ขยับ ย้ำอยากเห็นไทยเป็นเศรษฐกิจแห่งโอกาส
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในงานสัมมนา “Thailand 2026 ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ“ ในเสวนาพิเศษในหัวข้อ ”Geoeconomics-AI Turning Point” ว่าภาพเศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบกับต้นปีมีหลายเรื่องที่ “เซอร์ไพรส์” ทั้งประเภทที่เป็นไปตามคาดหมาย และประเภทที่ “สร้างความประหลาด” โดยสิ่งที่เป็นไปตามคาด คือเศรษฐกิจเติบโตช้าลงเรื่อย ๆ จากปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจหลายประการ
ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ระดับ 2% จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำให้คนแปลกใจอีกต่อไป ซึ่งต่างจากเมื่อ 2-3 ปีก่อนที่เมื่อมีการพูดว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 2% หลายคนยังมองว่าเป็นเรื่อง “เป็นไปไม่ได้” แต่ปัจจุบันระดับการเติบโตที่ช้าเช่นนี้กลายเป็นความจริงตามธรรมชาติของโครงสร้างเศรษฐกิจไปแล้ว
ส่วนสิ่งที่เป็นเรื่อง “ประหลาดใจ” คือช็อกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยช็อกแรก คือภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่หดตัวลงอย่างมาก ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
และช็อกที่สอง คือสงครามการค้าทวีความรุนแรง แม้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกเติบโตดีกว่าคาด โดยไตรมาสที่ 1/68 ขยายตัว 3.2% และไตรมาสที่ 2/68 ขยายตัว 2.8% แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เฉลี่ยโตได้ 1% ทำให้ทั้งปีโตได้ 2% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ทำให้ทุกคนเร่งส่งออกในช่วงต้นปี
สะท้อนผ่านตัวเลขการส่งออกล่าสุดเติบโตถึง 19% แต่ภาคการผลิตของประเทศโตแค่ 1% ชี้ให้เห็นว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากการผลิตในประเทศ แต่เป็นการนำสินค้าจากที่อื่นมาส่งออกแทน ซึ่งส่วนที่โตมาจากไหน เพราะเซ็กเตอร์ยานยนต์ ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ เหนื่อยกันหมด จึงเป็นช็อกที่เยอะกว่าคาด
“เศรษฐกิจไทยครึ่งแรกของปีโตดี และครึ่งปีหลังโตช้าลง และจากช็อกที่เกิดขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสต่อมาชะลอตัวลงมาก จนเหลือเพียง 1.2% และจะโตช้าต่อเนื่องไปถึงปีหน้าอย่างน้อยในช่วงครึ่งปีแรก เพราะเรายังไม่เห็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Engine of Growth อะไรใหม่ ๆ ที่ชัดเจนในระยะสั้น และยังถูกซ้ำด้วยช็อกจากปัจจัยหลายด้านตลอดปีนี้“
อย่างไรก็ดี หากพูดถึง “Geoeconomic” มองว่าปัจจุบันเครื่องมือทางเศรษฐกิจถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ทั้งการค้า การลงทุน การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี ไปจนถึงระบบการเงิน ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจและการเมืองไม่สามารถแยกจากกันได้อีกต่อไป จากเดิมพูดถึง Geopolitical เรามักนึกถึงสงครามหรือความขัดแย้งทางทหาร แต่วันนี้เครื่องมือทางเศรษฐกิจถูกนำมาใช้แทนอย่างเปิดเผยและเข้มข้นขึ้น
ดังนั้น จากการใช้เครื่องมือนี้มากขึ้น ทำให้โลกที่เคยขับเคลื่อนด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ตลอดช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหลายประเทศรวมถึงไทยได้รับประโยชน์อย่างมากจากการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนกำลังเปลี่ยนทิศทางเข้าสู่ยุคที่อาจเรียกว่า “Deglobalization” หรือการแยกตัวเป็นกลุ่มมากขึ้น โลกไม่ได้มีกฎกติกาเดียวกันอีกต่อไป ประเทศต่าง ๆ เริ่มแบ่งฝักแบ่งฝ่าย จึงเกิดคำถามว่าควรยืนอยู่ฝั่งไหน เพื่อนของศัตรูจะถือว่าเป็นศัตรูหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ทำให้การวางตัวของประเทศเล็ก ๆ อย่างไทยมีความยากลำบากมากขึ้นกว่าเดิม
และหนึ่งในผลกระทบสำคัญคือ รูปแบบการลงทุนที่เปลี่ยนไปจากเดิม ที่เงินทุนไหลจากประเทศพัฒนาแล้วเข้ามายังประเทศกำลังพัฒนา แต่ปัจจุบันเงินทุนกำลัง “ไหลกลับ” ไปยังประเทศพัฒนาแล้ว เพราะการลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและ AI มีความ “Capital Intensive” ต้องใช้เงินลงทุนสูงและพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูง ประเทศที่กำลังขับเคลื่อนเทคโนโลยี เช่น สหรัฐ โดยมี Data Centers และการลงทุนด้าน AI สามารถสร้าง Contribution ให้ GDP ได้ถึง 1% Point ซึ่งเป็นตัวเลขมหาศาล
“คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ประเทศอย่างไทยที่ไม่สามารถแข่งขันด้านการสร้างฮาร์ดแวร์ หรือโมเดล AI ได้โดยตรง จะสามารถ “Adopt” เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ได้ทันหรือไม่”
ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า “กระแสโลกใหม่” กำลังกดดันให้ทุกประเทศต้องปรับตัว โดยเผชิญ 4D ได้แก่ 1.Demographic โลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็วอีกต่อไป รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งทำให้แรงสนับสนุนจากโครงสร้างประชากรต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง 2.Deglobalization 3.Digital Technology 4.Decarbonization กระแสลดคาร์บอนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดซึ่งมาพร้อมต้นทุนใหม่ ๆ ที่ทุกประเทศต้องรับมือ
“ทั้ง 4D นี้เป็นคลื่นใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนโลก จะเป็นตัวบีบให้เราต้องปรับ ต้องเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยนโลกที่เราที่เคยแฮปปี้มา 40-50 ปีก็จะไม่มีอีกแล้ว”
ทั้งนี้ แม้ “คำตอบ” หรือ “โจทย์ของประเทศ” จะชัดเจนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเพียงพอคือ “การลงมือทำ” หรือ Execution ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถไปถึงเป้าหมายที่คาดหวังได้ และทำไมเศรษฐกิจไทยยังโตช้า และสาเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์สำคัญของประเทศเริ่มอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง
โดยมองไปข้างหน้า ความท้าทายใหญ่คือแรงงานไทยจะลดลงต่อเนื่อง และปัญหาไม่ได้มีเพียง “ปริมาณแรงงานลดลง” แต่ “คุณภาพแรงงานก็ลดลง” ด้วย และระบบผลิตคนของประเทศยังไม่สามารถตามทันความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณชัดเจนว่าประเทศต้องเร่งแก้ที่คุณภาพแรงงาน
และเรื่องสำคัญอีกเรื่องคือ “การเพิ่มการลงทุน” โดยเป็นการลงทุนที่ต้องมีประโยชน์กับเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง มีการเชื่อมโยงกับ Supply Chain ในประเทศ สร้างงานคุณภาพ และเป็นการลงทุนที่ทำให้ประเทศพัฒนาไปในภาคส่วนที่มีอนาคต ไม่ใช่การลงทุนที่ไหลเข้ามา แต่ไม่ได้สร้างผลต่อระบบเศรษฐกิจภายใน
ส่วนเครื่องยนต์สุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือ Productivity Growth เพราะถ้าประเทศไม่มี Productivity ที่ดีขึ้น “ค่าจ้างจริง (Real Wage)” ไม่มีทางเพิ่มขึ้นได้ การทำให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้นไม่สามารถทำได้ด้วยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพียงอย่างเดียว ดังนั้น คำตอบทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้วต้องเพิ่มคุณภาพแรงงาน ต้องดึงดูดการลงทุนที่ถูกภาคส่วน ต้องมุ่งไปยัง S-Curve ใหม่ ๆ
ซึ่งเราต้องมีความหวัง เพราะประเทศไทยสามารถทำได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เราอยากเห็นไทยเป็น “เศรษฐกิจแห่งโอกาส” ที่ประชาชนทุกคนมีช่องทางเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะเอกชนไทยมีความสามารถสูง และตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจที่เติบโตได้ก็เพราะภาคเอกชน “เก่งในการหาโอกาส”
“ภารกิจของประเทศคือทำให้โอกาสเหล่านั้นสมบูรณ์ขึ้น และเข้าถึงได้มากขึ้น ทั้งต่อผู้ประกอบการ นักลงทุน และคนธรรมดาที่ต้องการโอกาสในชีวิต เพราะหากเศรษฐกิจเติบโตช้า ปัญหาอื่นก็จะตามมาอีกมาก สิ่งที่ต้องทำ คือคิดให้ได้ว่าจะทำอย่างไรให้โอกาสเกิดขึ้นจริง และทำร่วมกันอย่างต่อเนื่อง”