ธปท. แจงปมบาทแข็งจาก 2 ปัจจัย มองปีหน้าค่าเงินผ่อนคลายขึ้น
เงินบาท ธนบัตร
ธปท. แจงเงินบาทแข็งค่าเร็ว จากดอลลาร์อ่อน 7% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ชี้ ธปท. ดูแลความผันผวนไม่ให้ผิดเกณฑ์สหรัฐ ลั่นหาก ธปท.พร้อมใช้เงินสำรองเพื่อปกป้องค่าเงินเต็มที่หากจำเป็นและทุกฝ่ายเห็นควร มองปีหน้าค่าเงินผ่อนคลายขึ้นตามดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะลดลง
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลจากปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่ การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ และดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลสูงในช่วงต้นปี โดยดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าราว 7% เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทั่วโลก ส่งผลให้หลายสกุลเงินรวมถึงเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าตามสภาพตลาด ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในไตรมาสแรกเกินดุลสูงถึง 11.2 พันล้านดอลลาร์ หลังจากนั้นดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 2/2568 เหลือ 0.9 พันล้านดอลลาร์, 2.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3/2568 และ 1.2 พันล้านดอลลาร์ตามประมาณการณ์ของสิ้นปีนี้
โดยปัจจัยเฉพาะที่หนุนเงินบาทในปีนี้มาจากการส่งออกที่เติบโตดี ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดสูงกว่าคาด เงินลงทุนจากต่างชาติทั้งในตลาดพันธบัตรและการลงทุนโดยตรง (FDI) รวมถึงธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ลูกค้าขายทองในสกุลเงินบาท ร้านทองจึงต้องไปขายทองกับคู่ค้าต่างประเทศพร้อมทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่า นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับหลายสกุลเงินในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยบางประเทศมีปัจจัยเฉพาะทำให้ค่าเงินอ่อน เช่น เวียดนามที่ผู้ส่งออกบางส่วนไม่นำรายได้ดอลลาร์มาแลกเป็นเงินด่อง ขณะเดียวกันยังมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เงินบาทแข็งจาก 34.10 บาทต่อดอลลาร์ เหลือประมาณ 33.91 บาท และทยอยแข็งต่อถึงระดับ 32.51 บาท ภายใน 1 ไตรมาส โดยเงินบาทหยุดแข็งค่าและเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ระดับ 32.4-32.5 บาทต่อดอลลาร์ในปัจจุบัน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ
“หวังว่าปีหน้าจะดีขึ้น เพราะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะลดลงและผ่อนคลาย การส่งออกก็น่าจะกลับมาสู่สมดุล เพราะว่า frontload ต้นปี แบงก์ชาติอยากเห็นค่าอ่อนเหมาะสมกับสภาวะทางเศรษฐกิจของไทย” นายวิทัยกล่าว
นายวิทัย ระบุว่า เหตุผลที่ธปท.ไม่แทรกแซงค่าเงินอย่างชัดเจน เนื่องจากไทยอยู่ภายใต้กรอบติดตาม “currency manipulator” ของสหรัฐ ซึ่งกำหนด 3 เกณฑ์ ได้แก่ การเกินดุลการค้ากับสหรัฐเกิน 15,000 ล้านดอลลาร์, การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกิน 3% ของ GDP และการแทรกแซงค่าเงินด้านซื้อ FX สุทธิรวมเกิน 2% ของ GDP อย่างน้อย 8 เดือน ใน 12 เดือน โดยไทยมักเข้าข่ายข้อแรกและข้อสองอยู่แล้ว จึงต้องระวังเป็นพิเศษในข้อที่สาม หากไทยเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศเกินเพดาน ก็จะเข้าข่ายผิดเกณฑ์สหรัฐทันที ทำให้ธปท.สามารถดูแลได้เพียงการลดความผันผวนของค่าเงิน ไม่สามารถตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ เช่น ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ เพราะจะถือเป็นการแทรกแซงเกินขอบเขตที่กำหนด อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่งเกิดเหตุจำเป็น ธปท.พร้อมใช้เงินสำรองเพื่อปกป้องค่าเงินเต็มที่ หากทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันในการรับผลกระทบที่ตามมา แต่ในภาวะปกติบทบาทหลักคือลดความผันผวนค่าเงินบาท