สศช. ชี้ขึ้น VAT ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ยกบทเรียน “สิงคโปร์-ญี่ปุ่น”
นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ
สศช. ชี้ขึ้น VAT ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ยกบทเรียน “สิงคโปร์-ญี่ปุ่น” ประกาศเป้าหมายชัด-รองรับผลกระทบ
นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ในไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่ดี โดยการปรับขึ้น VAT ในประเทศไทยนั้นจะต้องคำนึงถึงระยะเวลาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจติดต่อกันหลายเดือนหรือหลายไตรมาส ซึ่งการปรับขึ้น VAT ตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework หรือ MTFF) โดยในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 ระบุว่า ตั้งเป้าที่จะเพิ่ม VAT ในปี 2571 อยู่ในอัตรา 8.5% และทยอยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10% ในปี 2573
สภาพัฒน์จึงคิดว่ายังเป็นภาพในระยะยาว ที่รัฐบาลตระหนักดีว่าขณะนี้เศรษฐกิจประเทศไทยยังไม่พร้อมปรับขึ้น VAT จึงต้องรอให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัดเจนก่อน สำหรับมาตรการคนละครึ่งพลัส แม้ช่วยกระตุ้นการบริโภคได้ จึงจะสามารถตัดสินใจได้ แต่ก็ยังไม่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวมากพอที่จะรองรับการขึ้น VAT
“เชื่อว่ารัฐบาลตระหนักดีว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวย จึงต้องรอให้การบริโภคฟื้นตัวชัดเจนก่อน ซึ่งคงไม่ใช่ช่วงเวลานี้อย่างแน่นอน เพราะเศรษฐกิจยังไม่ได้อยู่ในภาวะที่พร้อม ปัจจัยสำคัญในการพิจารณาขึ้น VAT รัฐบาลจะต้องติดตามการฟื้นตัวของการใช้จ่ายและภาคธุรกิจในหลายเดือนหรือหลายไตรมาสข้างหน้า หากตัวเลขการบริโภคเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน รัฐบาลจึงจะพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปรับขึ้นภาษี”
นางสาวอ้อนฟ้ากล่าวว่า ปัจจุบันแหล่งรายได้หลักของภาครัฐมาจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT เนื่องจากเป็นภาษีที่มีฐานภาษีกว้างและจัดเก็บบนมูลค่าเพิ่มของสินค้าหรือบริการ ในแต่ละของห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การผลิต จำหน่าย บริโภค รวมไปถึงการนำเข้า
แต่การจัดเก็บ VAT ในอัตรา 7% ของไทยยังถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำเป็นอันดับที่ 6 ของโลก และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่มีอัตราการจัดเก็บอยู่ที่ 9% 10% และ 12% ตามลำดับ ทั้งที่บทบาทของ VAT มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบรายได้จากภาษีประเภทอื่น สะท้อนจากในปีงบประมาณ 2568 ที่รายได้จาก VAT มีสัดส่วนมากถึง 33.2% ต่อรายได้ทั้งหมดที่มาจากภาษีอากร โดยปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 24.4% ในปีงบประมาณ 2540
นอกจากนี้ นางสาวอ้อนฟ้าระบุว่า จากศึกษาของ สศช. พบว่า การขึ้น VAT จะช่วยให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูฐานะและปรับสมดุลทางการคลังของรัฐบาลให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนจะได้รับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะการขึ้นอัตรา VAT ที่ระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อการจัดสวัสดิการ เช่น อย่างในประเทศญี่ปุ่น ที่สนับสนุนการศึกษาฟรีสำหรับเด็กปฐมวัยและกลุ่มเด็กเล็กอายุ 3-5 ขวบ
นอกจากนี้ ยังทำให้ภาครัฐสามารถขยายฐานภาษีและลดการหลบเลี่ยงภาษีในระบบได้มากขึ้น โดยมีการพัฒนาระบบการออกใบกำกับภาษีควบคู่ไปด้วย ขณะที่กรณีของประเทศไทย จากงานศึกษาของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า หากมีการปรับขึ้นอัตรา VAT 1% จะสามารถเพิ่มรายได้ให้รัฐถึง 0.5% ของ GDP หรือประมาณ 93,000 ล้านบาท ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะสามารถนำไปใช้จ่ายในโครงการที่สำคัญได้ อาทิ ค่าใช้จ่ายในโครงการยังชีพผู้สูงอายุ (งบประมาณ 91,000 ล้านบาท) โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (55,800 ล้านบาท) หรือโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด (17,600 ล้านบาท)
สภาพัฒน์มองว่าในการเพิ่ม VAT จะต้องมีการออกแบบนโยบายและมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการกำหนดวัตถุประสงค์ การสื่อสารกับประชาชน การเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และการใช้รายได้อย่างโปร่งใส โดยพิจารณาความจำเป็นทางการคลัง ความพร้อมของระบบจัดเก็บและภาวะเศรษฐกิจ จะสามารถสร้างความยั่งยืนทางการคลังได้ในระยะยาว
โดยในช่วงที่ผ่านมา สศช.ได้ศึกแนวทางการขึ้น VAT ในต่างประเทศด้วย พบว่ามี 6 ประเด็นน่าสนใจ ได้แก่
1.การกำหนดวัตถุประสงค์ของการปรับขึ้นอัตรา VAT เช่น ประเทศสิงคโปร์และญี่ปุ่น มีการกำหนดวัตถุประสงค์ว่าจะนำรายได้จากการเพิ่ม VAT ไปใช้พัฒนาสวัสดิการสังคม เช่น การดูแลผู้สูงอายุ การสนับสนุนการศึกษาเด็กปฐมวัย รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน
2.การปรับอัตรา VAT สามารถดำเนินการได้หลายวิธี โดยประเทศญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร นำระบบอัตราภาษีสองระดับ โดยอัตรามาตรฐานสำหรับสินค้าทั่วไป และอัตราภาษีลดหย่อนสำหรับสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ กำหนด VAT ในอัตราเดียว
3.การปรับขึ้นอัตรา VAT อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยประเทศสิงคโปร์และญี่ปุ่น มีการประกาศขึ้นอัตรา VAT แบบขั้นบันได ควบคู่กับการประเมินความพร้อมของเศรษฐกิจก่อนปรับ
4.การมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านในการปรับตัว เช่น สหราชอาณาจักร ประกาศอัตรา VAT ใหม่ โดยแจ้งล่วงหน้าประมาณครึ่งปีเพื่อให้ปรับตัว
5.การออกมาตรการรองรับหลังการปรับขึ้นอัตรา VAT เช่น ประเทศญี่ปุ่น ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อกระตุ้นการบริโภคหลังปรับขึ้น VAT เพิ่มเงินอุดหนุนในการซื้อบ้าน รวมถึงมีการพัฒนาระบบการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ภาคบังคับเพื่อรองรับการปรับขึ้น VAT ส่วนประเทศสิงคโปร์ มีมาตรการบรรเทาค่าครองชีพในรูปแบบของเงินช่วยเหลือที่จ่ายให้อัตโนมัติ ทำให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือทันที ส่วนประเทศโคลอมเบีย มีนโยบายวันปลอด VAT เพื่อส่งเสริมการบริโภคของครัวเรือนรายได้น้อย และมีการออกมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี และจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี VAT
6.การสร้างความเข้าใจและการสื่อสารข้อมูลให้แก่ประชาชนชนและภาคธุรกิจ โดยประเทศญี่ปุ่นและประเทศสิงคโปร์ เน้นการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและมาตรการรองรับการปรับภาษีต่อประชาชนผ่านช่องทางที่หลากหลาย ควบคู่กับการเปิดเผยแผนการใช้จ่ายงบประมาณจาก VAT ที่ปรับขึ้น เพื่อแสดงความโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม สศช.จะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงรายละเอียดและความชัดเจนแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไป