Skip to content

ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ตลาดสหรัฐปิดทำการ เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า

27 พ.ย. 2568 | 17:58น.
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ตลาดสหรัฐปิดทำการ เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า

ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ตลาดสหรัฐ ปิดทำการเนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า ขณะที่นักลงทุนให้น้ำหนักราว 85% ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (27/11) ที่ระดับ 32,21/22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (26/11) ที่ระดับ 32.22/23 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยเช้าวันนี้ Dollar Index ปรับตัวอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องแตะระดับ 99.45 ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 9 – 10 ธ.ค. หลังจากที่สื่อรายงานว่าเควิน แฮสเซนตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาวและที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวเก็งที่จะดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่แทนเจอโรม พาวเวล ซึ่งจะครบวาระในเดือน พ.ค. 2569

อีกทั้งแพลตฟอร์มพนันออนไลน์ที่ถูกกฎหมายอย่าง Kalshi และ Polymarket ต่างก็คาดการณ์ว่าแฮสเซตต์มีโอกาสที่จะได้นั่งตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดการณ์ ประธานาธิบดีทรัมป์ก็จะมีพันธมิตรใกล้ชิดและไว้วางใจอยู่ในเฟด ซึ่งจะสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่เขาต้องการ

โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่าบรรดานักลงทุนให้น้ำหนักราว 85% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.50% – 3.75% ในการประชุมเดือน ธ.ค. จากระดับ 30% เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ (26/11) กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่าตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 6,000 ราย สู่ระดับ 216,000 ราย ในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 226,000 ราย ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่าเนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลง 1,000 ราย สู่ระดับ 223,750 ราย

ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานสหรัฐ รายงานว่าจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 7,000 ราย สู่ระดับ 1.960 ล้านราย

ด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่าในเดือน ก.ย. ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ เช่น เครื่องบิน รถยนต์และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้น 0.5% สอดคล้องกับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 3% ในเดือน ส.ค.

ขณะเดียวกันเฟดได้เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจหรือ Beige Book ระบุว่าการใช้จ่ายผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. ถึงกลางเดือน พ.ย. แม้การใช้จ่ายสินค้าหรูยังคงฟื้นตัวได้ โดยผู้ค้าปลีกบางส่วนได้รับผลกระทบจากการชัตดาวน์ของรัฐบาลกลาง ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าลดลงหลังสิ้นสุดมาตรการเครดิตภาษี

ทั้งนี้เศรษฐกิจโดยรวมแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากรายงานก่อนหน้า โดยภาคการผลิตขยายตัวเล็กน้อยท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีและความไม่แน่นอนด้านภาษี ขณะเดียวกันราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตปรับตัวขึ้นปานกลางจากภาษีนำเข้า โดยผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่คาดว่าแรงกดดันด้านต้นทุนจะยังคงอยู่แม้มีความเห็นต่างเกี่ยวกับการปรับขึ้นราคาสินค้าในระยะใกล้

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (27/11) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2568 ขยายตัวเพียง 1.2% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนและหดตัว 0.6% เมื่อเทียบรายไตรมาส สะท้อนถึงความเปราะบางจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา โดยแม้การส่งออกจะโตถึง 10.8% เมื่อเทียบรายปี แต่ส่วนใหญ่เป็นการทำหน้าที่ประเทศทางผ่านและไม่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ขณะที่ภาคการผลิตในประเทศหดตัว 1.6% เมื่อเทียบรายปี

สำหรับทั้งปี 2568 คาดว่าผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) จะโตราว 2.0% จากแรงหนุนมาตรการรัฐ ทว่าในปี 2569 คาดว่าจะโตเพียง 1.6% จากแรงกดดันสงครามการค้า ความเสี่ยงชายแดนและการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว โดยปัจจัยบวกสำคัญอาจเหลือเพียงเม็ดเงินลงทุนจากมาตรการ Fast-pass

ส่วนด้านนโยบายการเงิน TISCO ESU คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.50% เหลือ 1.25% ในเดือน ธ.ค. และอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่อเนื่องเหลือ 1.00% ภายในช่วงต้นปี 2569 เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.20 – 32.24 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.22/23 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (27/11) ที่ระดับ 1.1606/07 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (26/11) ที่ระดับ 1.1573/74 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เมื่อวานนี้ (26/11) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่าความไม่แน่นอนด้านภาษีศุลกากรและความท้าทายทางเศรษฐกิจอื่น ๆ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อเสถียรภาพการเงินในยูโรโซน

โดยแม้ความเสี่ยงด้านภาษีจะผ่อนคลายลงตั้งแต่เดือน เม.ย. แต่ยังคงมีโอกาสที่จะกลับมารุนแรงอีกครั้ง ขณะเดียวกันตลาดสินทรัพย์และตลาดหุ้นมีความเปราะบางต่อการปรับฐานราคาที่รุนแรง ท่ามกลางความท้าทายด้านการคลังในบางประเทศ

อย่างไรก็ดี ECB มองว่าภาคธนาคารยังคงแข็งแกร่งจากกำไร เงินกองทุนและสภาพคล่องที่เพียงพอ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1586-1.1613 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1586/87 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของคำเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (27/11) ที่ระดับ 155.82/83 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (26/11) ที่ระดับ 156.39/40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวานนี้ (26/11)

สภาสันนิบาตสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมโลหะแห่งญี่ปุ่น (JCM) ประกาศว่าจะเรียกร้องขึ้นฐานเงินเดือนในปี 2569 อย่างน้อยเดือนละ 12,000 เยน ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับปี 2568 โดย JCM เป็นแกนนำเจรจาค่าจ้างและตัวแทนคนงานราว 2 ล้านคนในบริษัทใหญ่ เช่น โตโยต้า มอเตอร์ (Toyota Motor) และนิปปอน สตีล (Nippon Steel) การขึ้นฐานเงินเดือนนี้มีความสำคัญต่อเป้าหมายการผลักดันค่าจ้างให้เติบโตสูงกว่าเงินเฟ้อ

ขณะเดียวกันเร็นโก (Rengo) กลุ่มสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นและต้นสังกัดของ JCM เตรียมเรียกร้องขึ้นค่าจ้างรวมปี 2569 อย่างน้อย 5% โดยแบ่งเป็นการขึ้นฐานเงินเดือนขั้นต่ำ 3% โดยในปี 2568 สหภาพในเครือสามารถต่อรองได้เฉลี่ยถึง 5.25% ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 34 ปี ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 155.73 – 156.39 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 156.35/36 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนี้ราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.ของญี่ปุ่น (28/11), ดัชนียอดขายปลีกเดือน ต.ค.ของเยอรมนี (28/11), ดัชนี CPI เดือน พ.ย.ของฝรั่งเศส (28/11), ดัชนี GDP ไตรมาส 3/2568 ของฝรั่งเศส (28/11), ดัชนี CPI เดือน พ.ย. ของเยอรมนี (28/11), และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ในเขตชิคาโก้ (28/11)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.8/-8.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ -7.0/-5.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ