Skip to content

มิติใหม่ ‘คลัง-แบงก์ชาติ’ ประสานนโยบายแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ

04 ธ.ค. 2568 | 16:46น.
มิติใหม่ ‘คลัง-แบงก์ชาติ’ ประสานนโยบายแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ

นับเป็นปรากฏการณ์ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขึ้นปาฐกถาพิเศษบนเวทีเดียวกัน เพราะเป็นภาพที่หาได้ยากในช่วงที่ผ่าน ๆ มา

โดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ได้เชิญ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กับ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการแบงก์ชาติคนปัจจุบัน ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมปาฐกถาพิเศษ “คู่หูเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน”

คลังปลุกลงทุนแก้ปมระยะยาว

“เอกนิติ” กล่าวตอกย้ำอีกครั้ง ว่าต้องยอมรับความจริง ว่าเศรษฐกิจไทย “กินบุญเก่า” มาเป็นเวลานาน เพราะไม่ได้ลงทุนใหม่ ทำให้เมื่อเจอความผันผวนภายนอกจะได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะผลกระทบจากภาษีของสหรัฐ จึงเป็นที่มาของมาตรการ Quick Big Win ฟื้นเศรษฐกิจ กระตุ้นระยะสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว

ซึ่งแม้จะมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน แต่สิ่งสำคัญ คือการวางรากฐานให้รัฐบาลชุดใดก็ตามที่ทำต่อเดินหน้าได้ โดยมองว่าการสร้างความเข้มแข็งในประเทศผ่านการลงทุนระยะยาวสำคัญที่สุด ซึ่งเน้นการลงทุนใน “คน” เป็นหลัก มุ่งพัฒนาทักษะแรงงาน ผลักดัน Reskill เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต

“รัฐบาลจึงใช้ BOI เป็นเครื่องมือ จับคู่ความต้องการแรงงานกับมหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตรระยะสั้นให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมจริง”

อีกด้านคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะ Data Center ที่เข้ามาจำนวนมาก ซึ่งจำเป็นต้องปลดล็อกด้านพลังงานสะอาด และลงทุนเพิ่มเติม โดยใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) เพื่อไม่เป็นภาระงบประมาณ

พร้อมปลดล็อกให้สามารถทำ Direct PPA เพื่อให้เอกชนจัดหาพลังงานสะอาดได้เอง

นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันโครงการ “Thailand Fast Pass” เพื่อปลดล็อกอุปสรรคเร่งด่วนในระยะสั้น พร้อมนำกรณีปัญหาจริงจากภาคธุรกิจมาเป็นกรณีตัวอย่าง เพื่อผลักดันการแก้ไขเชิงโครงสร้าง “กิโยตินกฎระเบียบ”

ส่วนกรณีน้ำท่วมภาคใต้ที่เข้ามากระทบ “รมว.คลัง” กล่าวว่า ถ้าเทียบกับ GDP ของไทยที่มีมูลค่าเกือบ 20 ล้านล้านบาท ถือว่าไม่ได้กระทบมากนัก แต่ผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนกลับมีความรุนแรงและต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ดังนั้น การเยียวยาจำเป็นต้องใช้มาตรการเข้มข้น เช่น การพักต้นพักดอก การให้ดอกเบี้ย 0% พร้อมดึงเครื่องมือจากทุกภาคส่วน ทั้งระบบประกัน ประกันสังคม และ ร่วมมือภาคเอกชน เพื่อช่วยทั้งผู้ประกอบการ และแรงงานไม่ให้ถูกเลิกจ้าง

“การเงิน” หนุนแก้เฉพาะจุด

ขณะที่ “วิทัย” กล่าวว่า วันนี้ ประเทศไทยอยู่ในจุดที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงมาก เหลือแค่ระดับ 2% และไม่กระจายตัว ไม่ทั่วถึง โดยธุรกิจขนาดใหญ่ยังไปได้ดี เข้าถึงสินเชื่อได้ แต่เอสเอ็มอีมีปัญหา สินเชื่อติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส ซึ่งหากไม่แก้ไขปัญหาจริงจัง จะมีปัญหามากขึ้น

“เราอยู่ท่ามกลางปัญหามากมาย ทั้งปัญหาระยะยาว ความสามารถในการแข่งขัน การกระจายรายได้ ปัญหาการเมืองไม่นิ่ง จึงอยากเห็นคนที่อยู่ในจุดที่สามารถทำได้ ช่วยกันแก้ ไม่ได้แค่วิเคราะห์ เราต้องการคนที่ช่วยลงมือทำ ลงมือแก้ มากกว่าคนวิเคราะห์”

สำหรับนโยบายการเงินแน่นอนว่าผลต่อภาพรวม ซึ่งการที่ดอกเบี้ยขึ้นลง จะมีผลวงกว้าง ไม่ได้แก้ปัญหาเป็นจุด ๆ โดยหลังจากที่ลดดอกเบี้ย 0.25% ไป 4 ครั้ง พบว่า มีผลต่อเศรษฐกิจแค่ 0.1-0.2% ดังนั้น หากใช้ดอกเบี้ยอย่างเดียวจะส่งผลต่อเศรษฐกิจน้อยมาก แต่การลดดอกเบี้ยก็ช่วยกระตุ้นดีมานด์ได้ แต่มีผลจำกัด

“ถามว่าดอกเบี้ย มีความจำเป็นไหม เพราะช่วยคนจ่ายหนี้ มีสภาพคล่อง และช่วยธุรกิจได้ ซึ่งเรามีรูมที่จะลดดอกเบี้ยได้ แต่ต้องดู Data ก่อน ว่าจะออกมาอย่างไร ทั้งนี้ ก็ขึ้นกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน ว่าจะตัดสินใจอย่างไร”

โดยจากเดิม ธปท.เน้นดูแลเสถียรภาพการเงิน ก็จะดูแลเศรษฐกิจมหภาคมากขึ้น เข้ามาแก้เศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ต้องทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ด้วยการออกมาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ เช่น แก้หนี้ครัวเรือน แก้หนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท และ กำลังจะมีมาตรการที่สร้างกลไกค้ำประกันเพื่อช่วยปล่อยสินเชื่อได้ 1-1.2 แสนล้านบาทด้วย

“วันนี้เราใกล้ชิดปัญหาและประชาชนมากขึ้น ซึ่งเป็น Core Value ของ ธปท.มา 20 ปี คือ ‘ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน’ เราจะไม่มีคำว่า ‘หอคอยงาช้าง’ อีกแล้ว โดยเราจะทำงานร่วมกับคลัง และสนับสนุนนโยบายเต็มที่ จากที่ผ่านมามีปัญหาว่า นโยบายวิ่งกันคนละทาง”

ทั้งคู่ยืนยันบนเวทีตรงกันว่า มีการคุยกันทุกวัน วันละหลายรอบ และ ผู้ว่าฯ ธปท. ก็ยืนยันว่า มีอิสระในการทำงานแน่นอน