ดร.นงนุช วิเคราะห์ลดหย่อนภาษีแบบใหม่ 1.3-0.7 เท่า หวั่นลดแรงจูงใจคนมีเงิน
นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี มหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม เทรนต์ ประเทศอังกฤษ วิเคราะห์นโยบายลดหย่อนภาษีเงินลงทุนกองทุน 1.3 เท่า และ 0.7 เท่า หวั่นคนลดการลงทุน ยอดคนรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาทอาจหายแสนบาทต่อคน ภาษีเก็บได้น้อยกว่ารัฐคาดหวัง
ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี มหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม เทรนต์ ประเทศอังกฤษ โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียถึงการวิเคราะห์นโยบายลดหย่อนภาษีเงินลงทุนกองทุน 1.3 เท่า สำหรับผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และ 0.7 เท่า สำหรับผู้มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาท
คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท
สมมุติว่าเดือนละ 1 แสนบาทต่อเดือน ปกติแล้วจะถูกหักเข้า PVD (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) มากสุดก็ 10% เหลือ 9 หมื่นบาท
คนรายได้ประมาณนี้หรือน้อยกว่านี้ มักเป็นช่วงวัยผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อน Smartphone iPhone/Tablet เดือนละราว ๆ 2 หมื่นบาท เหลือ 7 หมื่นบาท
จ่ายค่าประกันรถ ประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ ค่าส่วนกลางหมู่บ้าน/คอนโดฯ ค่าน้ำ/ไฟ/อินเทอร์เน็ต/โทรศัพท์ และค่ารายเดือน Netflix/WeTV/iQIYI และอีกสารพัด ตีกลม ๆ ประมาณอีก 1 หมื่น เหลือ 6 หมื่นบาท
ค่าอาหารมื้อละ 100 บาท นัดเพื่อน/แฟนเบา ๆ อาทิตย์ละครั้ง ค่าของขวัญ/ค่าของใช้อื่น ๆ เฉลี่ยอาทิตย์ละ 2 พัน ค่าน้ำมัน/ค่าเดินทางอีก ตีไปเดือนละ 2 หมื่นละกัน เหลือ 4 หมื่นบาท
สมมุติว่า เป็นคนมีวินัยทางการเงิน เอาส่วนที่เหลือนี้แบ่งเป็น 4 ส่วน เท่า ๆ กัน
1. ให้พ่อ/แม่
2. ออมเข้าบัญชี
3. ลงทุน
4. กันไว้เผื่อฉุกเฉิน เจ็บไข้ได้ป่วย หรือต้องใช้กะทันหันด้วยเหตุอื่น
จะมีเงินลงทุนเพื่อหักภาษีเดือนละ 1 หมื่นบาท 12 เดือน 1.2 แสนบาท จ่ายภาษี 73,916 บาท (สมมุติว่าหักค่าลดหย่อนประกันชีวิต/สุขภาพ 5 หมื่นบาท) อัตราภาษีสุดท้ายอยู่ที่ 20%
แสดงว่า ตลาดจะมีเงินเสริมสภาพคล่องเข้ามา 1.2 แสนบาทต่อปี จากคนคนนี้ ถ้าถือกองทุน 10 ปี ถึงจะขายได้ อัตราผลตอบแทน ณ เวลาขายกองทุนเมื่อครบกำหนด ขั้นต่ำควรอยู่ที่ -5% เพราะถ้าแย่กว่านี้ เอาเงินไปฝากออมทรัพย์ออนไลน์ทั้งหลายน่าจะคุ้มกว่า
แต่ถ้าอยากหักลดหย่อนเต็ม ไม่ให้พ่อ/แม่ ไม่ออม ไม่กันไว้เผื่อฉุกเฉิน เอา 3.85 หมื่นบาทต่อเดือนไปลงกองทุน 12 เดือน 4.62 แสนบาท จะจ่ายภาษี 12,398 บาท อัตราภาษีสุดท้ายอยู่ที่ 10%
แต่ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย เพราะไม่มีเงินเหลือไว้ฉุกเฉินใด ๆ ถ้าต้องใช้ต้องขายกองทุน จ่ายภาษีเพิ่มในส่วนที่ขายกองทุนออกมาก่อนเวลา ถ้าขายตอนกำไรก็อาจจะพอมีจ่ายภาษี แต่ถ้าตอนต้องใช้ตังค์ ดันซวยดวงตก ตลาดขาลง ขายขาดทุนได้เท่านั้น ภาษียังต้องจ่ายคืนอีก
เพราะฉะนั้น คนกลุ่มนี้ไม่ควรลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีเต็มจำนวน แต่ควรบริหารเงินแบ่งสัดส่วนให้ดี และกองทุนที่ลงต้องขาดทุนไม่เกิน 5% ณ เวลาขายคืน เมื่อครบกำหนด
คนมีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาท
สมมุติว่าเงินเดือน เดือนละ 2 แสนบาทต่อเดือน ปกติแล้วจะถูกหักเข้า PVD มากสุดก็ 10% เหลือ 1.8 แสนบาท
คนรายได้ประมาณนี้ มักเป็นช่วงวัยมีบ้าน มีรถ ไม่ต้องผ่อน Smartphone iPhone/Tablet อาจผ่อนคอนโดฯหลังที่ 2 หรือไม่ก็มียอดสินเชื่อบ้าน/คอนโดฯเหลือไม่มาก ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ สมมุติให้เหมือนคนกลุ่มแรกละกันค่ะ เดือนละราว ๆ 2 หมื่นบาท เหลือ 1.6 แสนบาท
จ่ายค่าประกันรถ ประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ ค่าส่วนกลางหมู่บ้าน/คอนโดฯ ค่าน้ำ/ไฟ/Internet/โทรศัพท์ และค่ารายเดือน Netflix/WeTV/iQIYI และอีกสารพัด ตีกลม ๆ ประมาณอีก 1 หมื่น เหลือ 1.5 แสนบาท
ค่าอาหารมื้อละ 100 บาท นัดเพื่อน/แฟนเบา ๆ อาทิตย์ละครั้ง ค่าของขวัญ/ค่าของใช้อื่น ๆ เฉลี่ยอาทิตย์ละ 2 พัน ค่าน้ำมัน/ค่าเดินทางอีก ตีไปเดือนละ 2 หมื่นละกัน เหลือ 1.3 แสนบาท
สมมุติว่า เป็นคนมีวินัยทางการเงิน เอาส่วนที่เหลือนี้แบ่งเป็น 4 ส่วน เท่า ๆ กัน
1. ให้พ่อ/แม่
2. ออมเข้าบัญชี
3. ลงทุน
4. กันไว้เผื่อฉุกเฉิน เจ็บไข้ได้ป่วย หรือต้องใช้กะทันหันด้วยเหตุอื่น
จะมีเงินลงทุนเพื่อหักภาษีเดือนละ 3.25 หมื่น 12 เดือน 3.9 แสนบาท จ่ายภาษี 304,145 บาท (สมมุติว่าหักค่าลดหย่อนประกันชีวิต/สุขภาพ 5 หมื่นบาท และหักลดหย่อนเงินลงทุนกองทุนได้แค่ 0.7 เท่า) อัตราภาษีสุดท้ายอยู่ที่ 25%
แสดงว่า ตลาดจะมีเงินเสริมสภาพคล่องเข้ามา 3.9 แสนบาทต่อปี จากคนคนนี้ (กว่า 3 เท่าของกลุ่มแรก) ถ้าถือกองทุน 10 ปี ถึงจะขายได้ อัตราผลตอบแทน ณ เวลาขายกองทุนเมื่อครบกำหนด ขั้นต่ำควรอยู่ที่ -10% เพราะถ้าแย่กว่านี้ เอาเงินไปฝากออมทรัพย์ออนไลน์ทั้งหลายน่าจะคุ้มกว่า
แต่ถ้าหักลดหย่อนได้เต็ม ด้วยจุดคุ้มทุนต่ำกว่ากลุ่มแรก และมีเงินเหลือมากกว่า ไม่จำเป็นต้องแบ่ง 4 ส่วนเท่ากัน คนกลุ่มนี้จะยอมลงทุนเพื่อหักลดหย่อนมากขึ้น เช่น แทนที่จะลงทุนแค่เดือนละ 3.25 หมื่นบาทต่อเดือน ก็ลงทุน 4.7 หมื่นบาทต่อเดือน = 5.6 แสนบาทต่อปี จ่ายภาษี 232,395 บาท
ตลาดจะมีเงินเสริมสภาพคล่องเข้ามาเพิ่มอีก 1.7 แสนบาทต่อปีจากคนคนนี้ (1.43 เท่าของกรณีหักได้แค่ 0.7) และลงทุนมากกว่าคนกลุ่มแรกที่มีรายได้เดือนละ 1 แสนถึง 4.67 เท่า
คนกลุ่มนี้แม้จะลงทุนเพิ่มขึ้น แต่เงินเหลือจากเงินลงทุนต่อเดือน ยังมีอีก 8.3 หมื่นบาทต่อเดือน และยังสามารถแบ่งเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กัน ให้พ่อ/แม่ เก็บออม และเผื่อฉุกเฉิน
ในการวิเคราะห์ทั้ง 2 กลุ่ม สมมุติว่าไม่มีลูก ถ้ามีลูกที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าเรียนพิเศษ ค่าใช้จ่ายอีกสารพัดของลูก คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท คงไม่มีเงินเหลือไว้ลงทุนลดหย่อนภาษีแม้แต่เดือนละ 1 หมื่นบาท ต่อให้คูณ 1.3 เท่า
ส่วนคนที่มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาท อาจจะยังปันจาก 8.3 หมื่นบาทต่อเดือนมาจัดการกับค่าใช้จ่ายที่งอกมานี้
หลายวิกฤตที่ผ่านมา รัฐใช้เงินลงทุนของคนกลุ่มที่มีรายได้สูงพยุงตลาดหุ้นไทยมาตลอด ด้วยการออกมาตรการจูงใจ ทำให้มีเม็ดเงินในตลาดในขณะที่ต่างชาติเทขาย ถ้าตอนนี้ลดแรงจูงใจให้กับกลุ่มที่มีกำลังในการลงทุน แต่เพิ่มแรงจูงใจให้กับกลุ่มที่ไม่มีจะให้ลงทุน คิดว่าตลาดและเศรษฐกิจไทยจะเป็นยังไงคะ และหากเกิดวิกฤตอีกครั้ง จะกลับมาเปลี่ยนตัวคูณนี้เพื่อกระตุ้นตลาด แทนการเพิ่มยอดลดหย่อนภาษีรึป่าว ?
ในเมื่อหักได้ 0.7 เท่า ผลตอบแทนสุทธิเมื่อเทียบความเสี่ยงน้อยกว่าประกันบำนาญ กองทุนเงินออม หรือหักได้น้อยกว่าเงินบริจาค คนก็อาจจะลดการลงทุนลงไปอีก เอาเงินไปลงประกันที่ได้เงินคืนเต็มจำนวน ไม่ต้องมาเสี่ยงกับตลาดหุ้น ยอดลงทุนของคนที่มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาท อาจจะหายไปเป็นแสนบาทต่อคน และภาษีที่จะเก็บได้ก็จะน้อยลงกว่าที่รัฐคาดหวังจะได้ จนไม่ต่างไปจากกรณีการลดหย่อนเต็มจำนวน
ป.ล. ทั้งหมดนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวที่มาจากการวิเคราะห์ทันทีที่เห็นมาตรการ ก็มีตัวเลขแล่นในหัวเต็มไปหมด
อยากจะอธิบายผลกระทบอื่น ๆ ที่ลากยาวต่อไปอีกนะคะ แต่มันจะยากไปสำหรับหลาย ๆ คน เพราะการวิเคราะห์เรื่องนี้ การคลังต้องได้ทั้งภาษีและการใช้จ่าย การเงินต้องได้ทั้งตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดหนี้ เศรษฐกิจต้องได้ทั้งการลงทุนใน/ต่างประเทศ และตลาดแรงงาน เอาไว้จะมาวิเคราะห์ต่อวันหลังละกันค่ะ