Skip to content

เปิดความเสี่ยงเศรษฐกิจปี’69 กนง.จับตาเงินฝืด-ฝากโจทย์รัฐบาลใหม่

31 ธ.ค. 2568 | 09:45น.
เปิดความเสี่ยงเศรษฐกิจปี’69 กนง.จับตาเงินฝืด-ฝากโจทย์รัฐบาลใหม่
สัมภาษณ์พิเศษ

ปี 2569 เป็นปีที่ทุกสำนักด้านเศรษฐกิจมองกันว่า เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำลง เช่นเดียวกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เหลือ 1.25% ในการประชุมเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา มองไปข้างหน้ามีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้างที่ กนง.จับตาและให้ความสำคัญ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “สักกะภพ พันธ์ยานุกูล” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. ถึงเรื่องนี้

ปี 2569 เศรษฐกิจไทยร่วง

“สักกะภพ” กล่าวว่า ในการประชุม กนง.ครั้งที่ผ่านมา ได้ประเมินการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2568 อยู่ที่ 2.2% ปี 2569 ที่ 1.5% และปี 2570 อยู่ที่ 2.3% สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่ “โตต่ำกว่าศักยภาพ” และรั้งท้ายภูมิภาคอาเซียน โดยปัจจัยกดดันการเติบโตในปี 2569 มาจากการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวตามรายได้ และผลของมาตรการภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ที่จะเป็นแรงกดดันเพิ่มขึ้น

โดยความเสี่ยงเรื่องภาษีสหรัฐ ยังเป็นจุดที่ กนง.ให้ความสำคัญ แม้ว่าจะมีความชัดเจนระดับหนึ่ง แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงยังรอความชัดเจนของภาษีสวมสิทธิ (Transshipment)

และอีกจุดที่ กนง.ให้น้ำหนักเยอะ คือ “ภาวะการเงิน” จากเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้สินเชื่อโดยรวมหดตัว ธุรกิจไม่กล้าลงทุน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง และจุดที่เห็นความยากลำบากมากขึ้น คือ ธุรกิจขนาดเล็ก ที่โดนทั้งความสามารถในการแข่งขัน สินเชื่อที่หดตัว โดยสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวมา 3 ปีกว่าแล้ว รวมถึงปัจจัยเงินบาทที่แข็งค่าซ้ำเติมกลุ่มที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลกระทบต่องบดุล (Balance Sheet) ของบริษัทแย่ลง

จับตาเสี่ยง “ภาวะเงินฝืด”

สำหรับปัจจัยเสี่ยงปี 2569 นอกจากเรื่องมาตรการภาษีสหรัฐ และภาวะการเงิน สินเชื่อเอสเอ็มอี และประเด็นค่าเงิน ซึ่งต้องดูพัฒนาการตรงนี้ว่าจะซ้ำเติมกลุ่มที่ฟื้นตัวช้าโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางมากน้อยแค่ไหน อีกเรื่องที่คณะกรรมการมองเป็นความเสี่ยง คือ “ภาวะเงินฝืด” ซึ่งภาพของเงินเฟ้อ ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก คือเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ จากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply) โดยราคาน้ำมันและอาหารสดยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่จะเห็นว่าแรงกดดันจากอุปสงค์ (Demand) ค่อนข้างน้อยจากเศรษฐกิจที่โตค่อนข้างช้า

“ในการประชุม กนง.รอบล่าสุด มีการพูดกันถึงเรื่องของ ‘เงินฝืด’ เพิ่มมากขึ้น แม้จะอยู่ในระดับที่ต่ำ แต่คณะกรรมการก็ให้ติดตามใกล้ชิดมากขึ้น”

“แผลเป็น” เศรษฐกิจไทย

ขณะที่ความเสี่ยงในระยะปานกลาง-ระยะยาว “สักกะภพ” กล่าวว่า เป็นเรื่องของปัจจัยเชิงโครงสร้าง และความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเหมือน “แผลเป็น” เมื่อเจอแรงกระแทกจากวิกฤตต่าง ๆ ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถกลับมาได้ หรือกลับมาไม่เท่าเดิม เช่น ในช่วงก่อนโควิด-19 เศรษฐกิจโตกว่า 3% แต่หลังโควิดยังอยู่ที่ระดับ 2% ไม่สามารถกลับมาได้ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพิงการท่องเที่ยวสูง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน หลังโควิด-19 นักท่องเที่ยวหาย รูปแบบการท่องเที่ยวปรับเปลี่ยน และการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถกลับมาได้เหมือนเดิม

เช่นเดียวกับภาคการผลิต พบว่าภาคการผลิตโตต่ำมากในช่วงที่ผ่านมา หรือแทบจะไม่โต สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขัน ไทยอาจผลิตสินค้าได้เก่ง แต่เป็นสินค้าที่โลกไม่ได้ต้องการแล้ว หรือผลิตของที่โลกต้องการ แต่ผลิตสู้คนอื่นไม่ได้

โดยปัญหาเชิงโครงสร้าง และความสามารถในการแข่งขัน เป็นปัจจัยฉุดรั้งที่กดเศรษฐกิจไทย เดิมจีดีพีเคยโต 5-6% หลังปี 2540 และลดลงมาเรื่อย ๆ ก่อนโควิด-19 โตประมาณ 3% หลังโควิด-19 กลายเป็นโต 2% และยิ่งเอสเอ็มอียิ่งโตน้อยลง เนื่องจากเอสเอ็มอีจ้างแรงงาน 60-70% หากเอสเอ็มอีโตได้ไม่ดี รายได้แรงงานก็โตได้ช้า

“เศรษฐกิจในปี’69 และปี’70 ยังโตต่ำกว่าศักยภาพ ถ้าเราไม่ทำอะไรเศรษฐกิจยังโตต่ำกว่าศักยภาพวางไว้ที่ 2.7-2.8% ซึ่งเราโตได้แค่ 2% ต้น ๆ เป็นอะไรที่ไม่ดี ไม่น่าพอใจ และถ้าเราไม่ทำอะไร เราจะเป็น ‘คนป่วยติดเตียง’ คงมีความจำเป็นช่วยดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น แต่สิ่งที่จะช่วยเราออกจาก ‘วงจร’ ตรงนี้ ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น มันต้องเป็นมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อยากให้ตรงนี้มันเริ่มมีการทำมากขึ้น”

กลไกดอกเบี้ยช่วยแค่ “พยุง”

“สักกะภพ” กล่าวว่า นโยบายการเงินผ่านเครื่องมือ “ดอกเบี้ย” มองว่า ไม่ได้แก้ปัญหาตรงจุดสำหรับปัญหาระยะยาว แต่ดอกเบี้ยจะช่วย “ลดแรงกระแทก” ในระยะสั้น ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่ง กนง.เห็นความจำเป็นในการดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้นมากขึ้น เพราะมองว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลงชัดเจนในปี 2569 จึงมีการปรับดอกเบี้ยลงในครั้งล่าสุดที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ปัญหาของเศรษฐกิจไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง การลดดอกเบี้ย “ช่วยได้ แต่ไม่เยอะ”

“มองไปข้างหน้าการลงทุนในธุรกิจเดิม ๆ คงไม่ได้มากนัก อาจเห็นการควบรวม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ดังนั้น การลดดอกเบี้ยจะทำให้การลงทุนมากขึ้นหรือไม่ ก็คงช่วยได้ แต่คงไม่มาก”

ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกที่มีข้อจำกัดมาจากนโยบายภาษีสหรัฐ อุปสงค์ของโลก ความสามารถในการแข่งขัน และการผลิตของผู้ประกอบการของไทยเอง หรือภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ช้า เพราะมีการแข่งขันจากประเทศ เช่น เวียดนาม เกาหลี ที่การท่องเที่ยวโตได้ค่อนข้างดี ถามว่าดอกเบี้ยช่วยได้มั้ย ก็บอกว่า ช่วยได้บ้างผ่านช่องทางค่าเงิน แต่ก็คงไม่ได้มาก

ดอกเบี้ยไทยต่ำระดับโลก

“สักกะภพ” กล่าวว่า สำหรับนโยบายการเงินในปี 2569 จะยังอยู่ในระดับผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวและการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจและธุรกิจ โดย “ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ” ในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยมีผลกระทบทั้ง “ลบ” และ “บวก” และแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน

โดยปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.25% ต่อปี ถือว่าต่ำ ทั้งเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งในโลกมีเพียงประเทศสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น ที่ดอกเบี้ยนโยบายต่ำกว่าไทย ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันต่ำกว่าเมื่อเทียบกับในอดีต โดยตั้งแต่หลังปี 2540 มีดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า 1.25% แค่ครั้งเดียว คือ ในช่วงโควิดที่ดอกเบี้ยลงไปถึง 0.50% ต่อปี

งัดมาตรการพิเศษอุ้มเอสเอ็มอี

ทั้งนี้ ผลจากการลดดอกเบี้ยคือ ช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยของภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เอสเอ็มอี และครัวเรือนที่รายได้น้อย ซึ่งโดยปกติการลดดอกเบี้ย 1% จะเห็นการส่งผ่านราว 0.60% ส่วนของหนี้ใหม่ การลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นการกู้เพิ่มได้ อย่างไรก็ดี กลุ่มเอสเอ็มอีที่มีปัญหาเรื่องของ “ความเสี่ยง” ในการทำธุรกิจ และ “ความเสี่ยงด้านเครดิต” (Credit Risk) ที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ทำให้โอกาสการเข้าถึงเงินกู้ลดลง

ดังนั้น กลไกที่ตอบโจทย์เอสเอ็มอีให้ได้รับสินเชื่อมากขึ้น คงไม่ใช่ “ดอกเบี้ย” แต่ต้องมีตัวอื่นมาเสริม ซึ่ง ธปท.ร่วมมือกับกระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย (TBA) ภายใต้โครงการ “กลไกการค้ำประกันสินเชื่อ” ที่มีความยืดหยุ่น และช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ และทำให้สินเชื่อปล่อยได้ง่ายขึ้น

โดยกลไกคือ การดูแลเรื่อง “Credit Risk” ของเอสเอ็มอี ที่ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ ซึ่งจะใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) มาเป็นกองทุนชดเชย ใช้เงินราว 2 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้าสินเชื่อประมาณ 1 แสนล้านบาท กลุ่มเป้าหมายค้ำประกันสินเชื่อนี้ จะมี 6 อุตสาหกรรมตาม “Reinvent Thailand” เพื่อเป็นการเสริมความสามารถในการแข่งขันธุรกิจ และการแก้ไขอุปสรรคในการทำธุรกิจ

“เราไม่อยากให้เอสเอ็มอีตาย เพราะถ้าตายแล้วฟื้นมามันยากกว่า และจะมีเรื่องปัญหาแรงงาน และผลกระทบต่อเนื่องในช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง เพราะฉะนั้นการช่วยพยุงในกลุ่มที่มีศักยภาพก่อน โอกาสที่จะตายน้อยลง”

ฝากโจทย์รัฐบาลใหม่

“เลขานุการ กนง.” กล่าวถึงกรณีที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นว่า การยุบสภา เลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จะมีผลกระทบการทำงบประมาณปี 2570 ที่ล่าช้าไปจากปกติประมาณ 1 ไตรมาส ส่งผลกระทบต่อจีดีพีราว 0.20-0.30% เพราะคาดว่าจะมีนายกรัฐมนตรีในช่วงกลางปี 2569 และเริ่มจัดทำงบประมาณได้ในปลายปี 2570 ทำให้เม็ดเงินที่จะลงในปี 2569 จะหายไปส่วนหนึ่ง แต่จะถูกใช้จ่ายในต้นปี 2570

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ภาคเอกชนและประชาชนต้องการคือ “ความชัดเจน” และ “ความต่อเนื่อง” ของนโยบายต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องระยะยาว การยกระดับศักยภาพประเทศมีมากน้อยขนาดไหน เป็นจุดสำคัญที่ภาคธุรกิจจะใช้ในการตัดสินใจเพื่อการลงทุน

สำหรับในมุมของ ธปท. ที่ต้องการเห็นนโยบายจากภาครัฐ คือ การดูแลความเสี่ยง หรือจำกัดความเสี่ยงด้านต่ำ (Downside Risk) เพราะเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านต่ำค่อนข้างเยอะ เช่น ภาษีสหรัฐ การดูแสเสถียรภาพการคลัง โดยเฉพาะเสถียรภาพด้านการคลังในระยะปานกลาง เพื่อลดความเสี่ยงของการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของ Credit Rating ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลทำได้ค่อนข้างดี แต่อยากให้ทำต่อเนื่อง และเห็นผลในแง่ปฏิบัติ

นอกจากนี้ ธปท.พยายามผลักดันเรื่อง “Reinvent Thailand” เรื่องปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของภาคธุรกิจ เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขัน เพราะเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ทันที ต้องใช้เวลาและทำให้มีโมเมนตัมอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลไหนจะมาจะไปสามารถหยิบนโยบายตรงนี้นำไปใช้ได้