Skip to content

TISCO ชี้หุ้นไทยปี’69 อัพไซด์จำกัด ตั้งเป้าแตะ 1,388 จุด ชู 3 ธีมลงทุนสร้างกำไร

08 ม.ค. 2569 | 15:12น.
TISCO ชี้หุ้นไทยปี’69 อัพไซด์จำกัด ตั้งเป้าแตะ 1,388 จุด ชู 3 ธีมลงทุนสร้างกำไร

TISCO ตั้งเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2569 ที่ 1,388 จุด ชี้อัพไซด์จำกัดจากโครงสร้างเศรษฐกิจและผลประกอบการ พร้อมแนะ 3 ธีม รับการลงทุนรอบใหม่ของเศรษฐกิจโลก เพิ่มโอกาสสร้างกำไรเหนือความเสี่ยง

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) (TISCO) เปิดเผยว่า มุมมองดัชนีตลาดหุ้นไทย ประเมินกรอบบนไว้ที่ประมาณ 1,388 จุด และกรอบล่างราว 1,100-1,200 จุด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นความไม่แน่นอนทางการเมือง และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน หากออกมาต่ำกว่าคาดอาจกดดันตลาดเพิ่มเติม โดยปัจจัยต่างประเทศยังต้องติดตามประเด็นการเมืองสหรัฐและภูมิรัฐศาสตร์ แม้ไม่น่ารุนแรงถึงขั้นสงครามโลก แต่ยังสร้างความผันผวนเป็นระยะ

โดยเป้าดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 1,388 จุด คำนวณบนสมมุติฐานค่า PE ราว 16 เท่า และกำไรต่อหุ้นประมาณ 82 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือว่าค่อนข้างตึง ทำให้โอกาสปรับขึ้นแรงยังจำกัด หากไม่มีการเติบโตของกำไรมาหนุน ซึ่งหากไม่รวม DELTA ดัชนีที่แท้จริงอาจอยู่เพียงระดับประมาณ 1,100 กว่าจุด เนื่องจาก DELTA มีน้ำหนักในดัชนีสูงและมีมูลค่าค่อนข้างแพง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หากเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสามารถลงทุนในหุ้นได้ประมาณ 60-80% ของพอร์ต โดยควรกระจายการลงทุนในหลายประเทศและหลายอุตสาหกรรม พร้อมมีสินทรัพย์ลดความผันผวน เช่น ตราสารหนี้และทองคำ เพื่อช่วยประคองพอร์ต

ส่วนผู้ที่ยังสนใจหุ้นไทย แนะนำให้ถือในสัดส่วนราว 10-15% เพื่อเปิดโอกาสรับการฟื้นตัวในอนาคต โดยเน้นหุ้นหรือกองทุนที่จ่ายเงินปันผล เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยราว 4%

นายณัฐกฤติระบุว่า หากลงทุนต่างประเทศเป็นหลักคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนมากกว่า 10% แต่หากมีหุ้นไทยผสมอยู่ในพอร์ต ผลตอบแทนรวมอาจลดลงเหลือประมาณ 7-8% เนื่องจากหุ้นไทยมีอัพไซด์จำกัด และมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบทรงตัวมากกว่าปรับขึ้นแรง

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ตลาดมีความผันผวนเพิ่มขึ้น นักลงทุนอาจเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ปลอดภัยในพอร์ตได้สูงถึงประมาณ 60% เพื่อรักษาเสถียรภาพการลงทุน

นายณัฐกฤติกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประมาณ 0.25% และมีโอกาสที่การปรับลดจะสูงถึง 0.5% โดยเฉพาะในกรณีที่ความไม่แน่นอนภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก เมื่อพิจารณาจากดัชนีหุ้นโลก พบว่ากำไรมีแนวโน้มขยายตัวได้ราว 14% หากแยกพิจารณาเป็นรายประเทศ จะเห็นว่าบางประเทศยังมีการเติบโตของกำไรอย่างแข็งแกร่ง โดยเวียดนามคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะขยายตัวได้ถึง 21% อินเดียราว 17% และสหรัฐอเมริกาอยู่ในระดับประมาณ 15% ขณะที่ประเทศไทยกำไรโดยรวมคาดว่าจะขยายตัวเพียงประมาณ 2% ต่ำสุดในภูมิภาค สะท้อนข้อจํากัดด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและผลประกอบการที่ฟื้นตัวช้ากว่าตลาดอื่นในเอเชีย

นายณัฐกฤติระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญในปีนี้ยังคงเป็น “การลงทุนตามกระแส” โดยเฉพาะกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจากข้อมูลการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและพัฒนา (UNCTAD) ชี้ว่า การลงทุนในธุรกิจ AI มีแนวโน้มเร่งตัวอย่างมาก โดยในปี 2569 ขนาดของอุตสาหกรรม AI จะเติบโตแซงภาคพลังงานไฟฟ้า และภายในปี 2573 จะเริ่มแซงธุรกิจอินเทอร์เน็ต ขณะที่ในระยะยาวราวปี 2576 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI จะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 4.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ AI ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ของโลก

หากมองภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้มองว่าเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มเชิงบวก ความเสี่ยงจากสงครามการค้าลดลง ภาวะดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และเทรนด์ AI รวมถึงสังคมผู้สูงอายุมีโอกาสเร่งตัว ส่งผลให้การลงทุนกำลังก้าวเข้าสู่รอบใหม่ โดยสามารถสรุปกลยุทธ์หลักออกเป็น 3 ธีมสำคัญ ได้แก่

สำหรับธีมแรก คือการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตจากนโยบายภาครัฐ การลงทุน การบริโภค และโครงสร้างพื้นฐาน โดยประเทศที่น่าสนใจ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อินเดีย และญี่ปุ่น โดยสหรัฐอเมริกาได้รับแรงหนุนจากทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยรวมราว 0.5% ขณะที่นโยบายการคลังอย่าง One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) ที่มีเม็ดเงินประมาณ 2-3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเริ่มมีผลในปีนี้ จะช่วยกระตุ้นทั้งการบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน ส่งผลให้กำไรของตลาดหุ้นสหรัฐ จะเติบโตได้ราว 15%

อินเดียยังเป็นอีกประเทศที่โดดเด่น จากนโยบาย National Manufacturing Mission (NMM) ช่วงปี 2026-2030 ที่มุ่งเพิ่มสัดส่วนภาคการผลิตเป็น 25% ของ GDP ส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติและการบริโภคภายในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวสูงต่อเนื่อง ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะเติบโตประมาณ 17%

ขณะที่เวียดนามยังคงเป็นประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากการปฏิรูประบบราชการ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และแรงหนุนจากประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก โดยคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตประมาณ 21% อีกทั้งตลาดหุ้นเวียดนามมีโอกาสถูกปรับสถานะเป็นตลาดเกิดใหม่ ในวันที่ 21 กันยายน 2569 ซึ่งอาจดึงดูดเงินลงทุนจากกองทุนต่างประเทศกว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์

สำหรับธีมที่สอง คือการลงทุนตามกระแสเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะ AI ซึ่งมีอัตราการยอมรับของผู้ใช้งานรวดเร็วกว่ายุคอินเทอร์เน็ต บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเร่งลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 คาดว่าเม็ดเงินลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler จะสูงกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ AI ยังช่วยหนุนธุรกิจ Healthcare ทั้งด้านการวิจัยยาและการควบรวมกิจการ ขณะที่ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ธีมสุดท้าย คือการลงทุนเพื่อป้องกันความผันผวน โดยเน้นสินทรัพย์อย่างตราสารหนี้สหรัฐระยะสั้น ทองคำ และน้ำมัน ตราสารหนี้สหรัฐระยะสั้นยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจราว 3-3.6% และมีโอกาสได้กำไรจากราคาที่ปรับขึ้น ขณะที่ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก และระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคาทองคำมีโอกาสแตะ 4,500-5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในปี 2569 ส่วนราคาน้ำมันมีโอกาสปรับขึ้นสู่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นและกำลังการผลิตที่จำกัด

“กลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ควรเน้นการเลือกประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูง การลงทุนตามเมกะเทรนด์อย่าง AI สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับการมีสินทรัพย์ป้องกันความผันผวน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดัชนีหุ้นไทย ทิสโก้