ปี 2568 ที่ผ่านมา ธุรกิจประกันชีวิต มีความท้าทายค่อนข้างมากจากสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบ ทั้งการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก และในประเทศ ทั้งการเปลี่ยนรัฐบาล น้ำท่วม และที่สำคัญและมีผลต่อธุรกิจประกันชีวิตค่อนข้างมาก ก็คือการนำระบบ “Copayment” หรือ “การร่วมจ่าย” มาใช้ ซึ่งบริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ต้องเผชิญผลกระทบเหล่านี้
เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2569 นี้ โตเกียวมารีนประกันชีวิต ได้วางแผนขยายธุรกิจ พร้อมกับสร้างเสถียรภาพทางการเงินระยะยาว ล่าสุดเพิ่งเพิ่มทุน 3,300 ล้านบาท ถือเป็นการเพิ่มทุนครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ส่งผลให้มีทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 5,583 ล้านบาท โดยจะนำมาเงินเพิ่มทุนมาใช้ด้านต่าง ๆ ในการขยายธุรกิจ และเพิ่มอัตราความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR Ratio) เป็น 700% จากไตรมาสที่ 3 ปี 2568 อยู่ที่ 554% และสินทรัพย์การลงทุนเพิ่มเป็น 6 หมื่นล้านบาท จาก 5.74 หมื่นล้านบาท
สังคมสูงอายุโอกาสธุรกิจ
“ทาคาชิ ไซโตะ” กรรมการผู้จัดการ บมจ.โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) กล่าวว่า การเพิ่มทุน 3,300 ล้านบาท อยู่ภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์การเพิ่มทุนที่โตเกียวมารีนโฮลดิ้งส์กำหนด โดยเป็นแผนระยะยาว 10 ปี พิจารณาตามแผนธุรกิจและผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ ซึ่งมองว่าตลาดประเทศไทยยังมีความคุ้มค่าและเหมาะสมในการลงทุน เป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ในการเติบโตในอนาคต เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)
“แม้ว่าไทยจะอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาลง ซึ่งมีผลต่อธุรกิจประกันชีวิต แต่จะเห็นว่าในประเทศญี่ปุ่นดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลา 20 ปี มีการปรับผลิตภัณฑ์จากดอกเบี้ยคงที่ ไปสู่ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงก์) จึงมีการเปลี่ยนแปลงของผลตอบแทน ซึ่งประเทศไทยยังไม่รู้ว่าสถานการณ์ดอกเบี้ยต่ำอยู่นานขนาดไหน แต่เชื่อว่ายังเป็นตลาดที่เหมาะสมในการดำเนินธุรกิจ”
ปรับพอร์ตการลงทุนปั้นยีลด์
“ยุวดี เฉลิมศรีภิญโญรัช” รองกรรมการผู้จัดการ-บริหารการเงิน บมจ.โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) กล่าวว่า การนำระบบ “Copayment” มาใช้ ทำให้บริษัทประกันต่าง ๆ เร่งขายในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 จึงเป็นการเร่งดีมานด์ ส่งผลให้ตัวเลขในครึ่งหลังของปี 2568 เบี้ยประกันปรับลดลง และพบว่า Copayment ยังทำให้บริษัทประกันต้องมีการปรับผลิตภัณฑ์ รวมถึงยกบางผลิตภัณฑ์ออกจากขาย ซึ่งยิ่งทำให้ขายยากขึ้น
ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2568 และเงื่อนไขสัญญาประกันสุขภาพมาตรฐานที่มีการนำระบบ Copayment มาใช้ ทำให้หลายบริษัทจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์และปรับผลิตภัณฑ์ เพื่อประคองธุรกิจและปรับตัว ซึ่งโตเกียวมารีนฯ หลังจากเพิ่มทุน 3,300 ล้านบาท บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2569 เพื่อช่วยเพิ่มผลตอบแทน โดยลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลจากเดิม 85% เหลือ 70% ซึ่งในส่วนที่ลดลง 15% จะแบ่งไปลงทุนในหุ้นกู้เอกชน จากเดิม 10% เป็น 15% และลงทุนในหุ้น 5% จากเดิม 2% เป็น 7% เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศตามความเหมาะสมและช่วงเวลา
ทั้งนี้ การปรับพอร์ตลงทุน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากเดิม 3-3.3% คาดหวังว่าจะเพิ่มเป็น 3.8-4.0% เฉลี่ยผลตอบแทนเพิ่มขึ้นราว 0.5% จากสินทรัพย์การลงทุนที่มีอยู่ราว 6 หมื่นล้านบาท ทำให้บริษัทจะมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น จากการลงทุนเฉลี่ยราว 300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหากแผนระยะยาว 10 ปี ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้น 3,000 ล้านบาท เพียงแค่ปรับพอร์ตการลงทุนเท่านั้น
“การปรับพอร์ตการลงทุนครั้งนี้ และสิ่งที่บริษัทขยายการลงทุนเพิ่ม ทั้งหุ้นกู้และหุ้นต่างประเทศ จะเน้นเรื่องการบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สิน (Asset Liability Management) ซึ่งหากการเปลี่ยนแปลงพอร์ตการลงทุนทำได้ดีขึ้น จะทำให้บริษัทมีเงินเหลือสามารถไปลงทุนอะไรเพิ่มขึ้นได้ ลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น”
นอกจากนี้ การปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์ถือเป็นการบริหารต้นทุนไม่ให้สูงเกินไป ตั้งเป้าภายใน 7 ปี พอร์ตประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงก์) จะเพิ่มเป็น 33% จากปัจจุบันอยู่ที่ 7% โดยปัจจุบันประกันชีวิตที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยราว 70% และประกันสุขภาพ 30%
ปี “เผาหลอก” ตั้งเป้ารับเบี้ยโต 4%
“ยุวดี” กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรับรวมปี 2569 ที่ 10,900 ล้านบาท เติบโต 4% แบ่งเป็น เบี้ยรับปีแรก 1,380 ล้านบาท เบี้ยชำระครั้งเดียว 420 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 9,100 ล้านบาท จากในปี 2568 บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 10,473 ล้านบาท ประกอบด้วย เบี้ยรับปีแรก 1,294 ล้านบาท โต 14% เบี้ยชำระครั้งเดียว 700 ล้านบาท โต 33% เบี้ยปีต่อ 8,479 ล้านบาท โต 4%
“ตลาดมองว่าปี’69 เผาจริง ปีก่อนเผาหลอก ทำให้เราจะโตอย่างระมัดระวัง เพราะถ้าเร่งโต เราอาจไม่ได้พอร์ตที่มีคุณภาพเข้ามา จึงเน้นโตไม่มาก โดยในปี’68 ลูกค้ามีการกู้วงเงินกรมธรรม์ และเวนคืนกรมธรรม์เยอะ เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีกำลังส่งต่อ แต่เรายังรักษาเบี้ยปีต่อได้โตถึง 99% และยูนิตลิงก์ขายได้เป็นอันดับ 4 ของตลาด ซึ่งปีนี้เราจะมีการปรับฟีเจอร์เพิ่มเงิน Top Up ของยูนิตลิงก์ให้สามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้ทันที เพื่อสร้าง Profit”
กลับมาขายประกันสุขภาพเด็ก
“สมโพชน์ เกียรติไกรวัล” ประธานที่ปรึกษาสำนักกรรมการผู้จัดการ และสายงานตัวแทน บมจ.โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภายในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ บริษัทจะกลับมาขายประกันสุขภาพเด็กอีกครั้ง ภายหลังจากหยุดรับชั่วคราวไปเมื่อปี 2567-2568 เนื่องจากช่วงปี 2564-2565 บริษัทมีอัตราการเคลมประกันสุขภาพเด็กค่อนข้างสูง จากเดิมสัดส่วนประกันสุขภาพเด็กอยู่ที่ 50-60% ซึ่งมีเบี้ยปีแรกราว 500 ล้านบาท แต่เจอจ่ายเคลมสูงถึง 2,000 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทต้องหยุดขาย อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสัดส่วนประกันสุขภาพเด็กลดลงมาเหลือราว 10% ต้น ๆ ของพอร์ตทั้งหมด บริษัทมองว่าโดยรวมเป็นจุดที่รับความเสี่ยงได้ จึงจะกลับมาขายประกันสุขภาพเด็กอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การกลับมาขายประกันสุขภาพเด็กอีกครั้ง อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความเสี่ยง เช่น การเพิ่มเงื่อนไขความรับผิดชอบส่วนแรก (Deductible) ซึ่งลูกค้ามีส่วนร่วมจ่าย จะช่วยให้เบี้ยถูกลง เพื่อให้เกิดการประเมินว่าการรักษาในแต่ละครั้งจำเป็นแค่ไหน นอกจากประกันสุขภาพเด็ก บริษัทจะมีสินค้าใหม่สำหรับลูกค้าทั่วไปทยอยออกมาต่อเนื่อง อาทิ ประกันสุขภาพบุคคลทั่วไป ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงก์) หรือประกันโรคร้ายแรงที่มีความคุ้มครองหลากหลาย รวมถึงมีโปรโมชั่นที่แข็งแรงขึ้น
“เราขาดทุนจากการรับประกันเด็กหลายพันล้านบาท เพราะเด็กเจ็บป่วยเล็กน้อย พ่อแม่พาไปโรงพยาบาล ซึ่งการแอดมิตแต่ละครั้งเฉลี่ยค่าใช้จ่ายมากกว่า 2 หมื่นบาทต่อคืน ถือว่าสูงมาก ซึ่งการกลับมาขายใหม่อีกครั้ง บริษัทจะมีการเพิ่มฟีเจอร์ที่แตกต่างมากกว่าเดิม จะมี Deductible และเบี้ยถูกลง รวมถึงอาจจะมีการแคปเพดานในการขายและวงเงินค่ารักษาพยาบาลก็จะต้องมีกำหนดด้วย เราไม่ได้เน้นกำไร แต่เป็นโปรดักต์ที่ถูกเรียกร้องให้กลับมาขายอีกครั้ง”