Skip to content

ฟ้อง NETA รอบอร์ดอีวีไฟเขียว สรรพสามิตตั้งแท่นเรียกเงินคืน 8 พันล้าน

30 ม.ค. 2569 | 10:18น.
ฟ้อง NETA รอบอร์ดอีวีไฟเขียว สรรพสามิตตั้งแท่นเรียกเงินคืน 8 พันล้าน

สรรพสามิตตั้งแท่นฟ้อง “NETA” ค่ายรถอีวีจีน-คู่สัญญาผลิตรถในไทย เรียกเงินอุดหนุนคืนพร้อมค่าปรับรวมกว่า 7-8 พันล้าน ชี้เตรียมการไว้พร้อมรอชงบอร์ดอีวีเคาะหลังเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ก่อน มั่นใจไล่บี้แบงก์การันตีจากบริษัทไทยคู่สัญญาได้

แหล่งข่าวผู้บริหารกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การฟ้องร้องเพื่อเรียกเงินอุดหนุนคืนจากค่ายรถยนต์เนต้า (NETA) ค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จากประเทศจีนนั้น ขณะนี้กรมสรรพสามิตมีการเตรียมพร้อมข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ไว้แล้ว เพียงแต่จะต้องมีการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เป็นผู้ตัดสินใจ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเป็นนโยบายรัฐบาลที่การตัดสินใจมาจากบอร์ดอีวี ซึ่งหากบอร์ดอีวีมีมติให้ดำเนินการฟ้องร้อง ทางกรมสรรพสามิตก็จะดำเนินการทันที

“ตอนนี้ยังไม่ได้ฟ้อง เพราะยังไม่มีบอร์ดอีวี เพียงแต่เตรียมการ เตรียมข้อมูลต่าง ๆ เอาไว้แล้ว ดังนั้น ต้องรอเลือกตั้ง แล้วได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามา และมีการแต่งตั้งบอร์ดอีวีขึ้นมาก่อน ทางกรมสรรพสามิตก็จะเสนอเรื่องเข้าไป”

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ค่ายรถอีวี NETA ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV 3.0 และ EV 3.5) ไปกว่า 2,000 ล้านบาท ไม่ได้มากกว่านั้น เนื่องจากช่วงหลังมีการสั่งให้หยุดจ่าย อย่างไรก็ดี การฟ้องร้องเพื่อเรียกเงินคืนนั้น เบื้องต้นอาจจะต้องเรียกถึง 7,000-8,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมถึงอัตราภาษีที่ได้ลดลงไปตามมาตรการส่งเสริม จาก 8% เหลือ 2% ด้วย

ทั้งนี้ นอกจากจะติดตามสืบทรัพย์จากบริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่จดทะเบียนประเทศไทย และเป็นคู่สัญญากับกรมสรรพสามิตแล้ว ยังต้องไล่บี้ไปถึงบริษัทในไทยที่เป็นคู่สัญญารับผลิตรถให้ NETA ด้วย คือ บริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด

“แบงก์การันตีส่วนใหญ่อยู่กับบริษัทคู่สัญญาของ NETA ซึ่งมีการลงนามร่วมรับผิดชอบไว้ ดังนั้น เชื่อว่าจะไล่บี้จากตรงนั้นได้” แหล่งข่าวกล่าว

รายงานแจ้งว่า เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา บอร์ดอีวีชุดที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบปรับปรุงมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้ง EV 3.0 และ EV 3.5 โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.ปรับปรุงมาตรการเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย 1) ขยายเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5

จากเดิมที่จะต้องจดทะเบียนให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2568 และ 2570 ตามลำดับ เป็นภายในเดือน ม.ค.ของปีถัดไป

2) กำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินอุดหนุนเพิ่มเติม โดยหากผู้ประกอบการผลิตล่าช้ากว่าแผน กรมสรรพสามิตจะชะลอการจ่ายเงินอุดหนุนจนกว่าจะดำเนินการได้ตามแผน 3) ปรับปรุงเงื่อนไขการขยายเวลาผลิตชดเชยภายใต้มาตรการ EV 3.0 ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของภาคธุรกิจ โดยอนุญาตให้ผู้เข้าร่วมมาตรการ EV 3.0 สามารถเพิ่มรายชื่อโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นคู่สัญญาในมาตรการ EV 3.5 เข้ามาในสัญญา EV 3.0 ได้

4) ขยายเวลาการผ่อนผันการนับมูลค่าวัตถุดิบที่ได้ถิ่นกำเนิดในประเทศไทยสำหรับเซลล์แบตเตอรี่จากต่างประเทศ จากเดิมสิ้นสุดปี 2568 ออกไปอีก 6 เดือน ถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2569 โดยช่วงที่ขยายเวลา ให้ปรับลดสัดส่วนมูลค่าของเซลล์แบตเตอรี่จากต่างประเทศเป็นวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศได้ไม่เกิน 10%

จากเดิมที่ให้นับได้ไม่เกิน 15% ของราคายานยนต์ไฟฟ้าหน้าโรงงาน เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ของเขตปลอดอากร (Free Zone) หรือเขตประกอบการเสรี โดยผู้ขอรับการผ่อนผันต้องเสนอแผนการจัดหาชิ้นส่วนในประเทศที่ชัดเจน และจะถูกระงับการจ่ายเงินอุดหนุนตามมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ในระหว่างที่ได้รับการผ่อนผัน

และ 5) กำหนดวิธีปฏิบัติและแนวทางดำเนินการสำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ HEV

2.การปรับปรุงมาตรการเพื่อลดหรือป้องกันปัญหาการผลิตล้นตลาดในประเทศ (Oversupply) ประกอบด้วย 1) ปรับปรุงเงื่อนไขการนับจำนวนการผลิตชดเชย โดยในส่วนของการผลิตชดเชยเพื่อส่งออก ให้นับการส่งออก 1 คัน เป็นการผลิตชดเชย 1.5 คัน รวมถึงขยายเวลาให้ส่งออกและส่งหลักฐานการส่งออกได้ถึงวันที่ 30 มิ.ย.ปีถัดไป

และ 2) เพิ่มทางเลือกในการออกจากมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาจำหน่ายแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุน ให้สามารถจ่ายส่วนต่างภาษีสรรพสามิตที่ได้รับการลดหย่อนคืน พร้อมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม เพื่อลดยอดที่ต้องนำไปคำนวณการผลิตชดเชย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

NETA รถอีวี สรรพสามิต