เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยช่วงเลือกตั้ง

03 ก.พ. 2569 | 15:10น.
InnovestX

InnovestX

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะกลยุทธ์หุ้นไทย เก็งกำไรจากคาดหวังการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจช่วงเลือกตั้ง-จัดตั้งรัฐบาลใหม่ ชี้ตามสถิติในอดีต SET มักจะปรับตัวขึ้นได้ดีตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งไปจนถึง 1 เดือนหลังเลือกตั้ง หุ้นขนาดใหญ่ที่มีแรงซื้อมากสุดหลังการเลือกตั้ง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร, กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มพลังงาน

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่โค้งสุดท้ายใกล้เลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆ เร่งนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นขึ้น คาดจะทำให้ SET ตอบรับเชิงบวกและเกิด Election Rally โดยตามสถิติในอดีต SET มักจะปรับตัวขึ้นได้ดีตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งไปจนถึง 1 เดือนหลังเลือกตั้ง จึงมองเป็นโอกาสลงทุน โดยบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ แบ่งกลยุทธ์ลงทุนสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไรในกรอบ 1 เดือน เป็น 2 ระยะตามความคาดหวังของตลาด ดังนี้

  1. หุ้นเก็งกำไรจากเม็ดเงินที่จะสะพัดเข้าสู่ระบบในช่วงหาเสียงก่อนวันเลือกตั้ง ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL BJC CPN) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (GFPT OSP) กลุ่มสินเชื่อ (MTC SAWAD TIDLOR)
  2. หุ้นเก็งกำไรจากคาดหวังการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลังทราบผลเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเน้นหุ้น Big Cap. ซึ่งคาดเป็นเป้าของนักลงทุนต่างชาติที่จะกลับมาเพิ่มน้ำหนักตามความชัดเจนทางการเมือง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE) กลุ่มพลังงาน (PTT GULF GPSC) กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC)

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 69 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีผลต่อ GDP แตกต่างกันขึ้นกับสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล โดยหากจัดตั้งได้เร็วใน 1-2 เดือนและผลักดันงบประมาณปี 2570 ผ่าน ครม. ได้ทันในไตรมาส 2/2569 จะเอื้อต่อเศรษฐกิจมากที่สุด ขณะที่จากการวิเคราะห์พบว่านโยบายของพรรคการเมืองเกือบทั้งหมดเป็นการแจกเงินซึ่งมี Multiplier ต่อเศรษฐกิจต่ำกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ดี พบทุกพรรคเพิ่มสัดส่วนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเห็นได้ชัดจาก 2-3% ในปี 2566 เป็น 15-26% ในปี 2569 สะท้อนการเรียนรู้จากประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งบรรลุการเติบโตที่แข็งแกร่งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการแสดงวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองบนเวที FETCO เพื่อแก้ปัญหาขาดความเชื่อมั่น ปัญหาขาดสภาพคล่อง และปัญหาเชิงโครงสร้าง มองว่าหากทำได้จริงจะส่งผลบวกต่อ SET ในระยะยาว โดยจะช่วยยกระดับ PER และเปลี่ยนการลงทุนจากกลุ่มหุ้นวัฏจักรหรืออุตสาหกรรมเดิมไปสู่หุ้นกลุ่ม New S-Curve มากขึ้น

แม้ช่วงที่ผ่านมา SET จะเคลื่อนไหว Sideways จากภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่รัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัดในการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ระยะถัดจากนี้คาด SET จะเริ่มตอบรับเชิงบวกและเกิดปรากฏการณ์ Election Rally ชัดเจนขึ้นหลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายใกล้การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆ เร่งนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นมากขึ้น ส่วนระดับการฟื้นตัวของ SET ในระยะหลัง 1 เดือน คาดจะขึ้นอยู่กับเสถียรภาพและสูตรการจัดตั้งของรัฐบาลใหม่

สถิติตลาดหุ้นไทยก่อน-หลังการเลือกตั้งใน 8 ครั้งล่าสุด พบว่า ส่วนใหญ่ SET จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยราว 0.9% หากลงทุนก่อนวันเลือกตั้ง 2 สัปดาห์ ด้วย Win Rate 62.5% และให้ผลตอบแทนเป็นบวกสูงสุดเฉลี่ยราว 3.9% หลังผ่านวันเลือกตั้งไปแล้ว 1 เดือน ด้วย Win Rate 75.0% ยกเว้นการเลือกตั้งล่าสุดในปี 2566 ซึ่ง SET ให้ผลตอบแทนติดลบหลังพ้นการเลือกตั้งไปแล้วกว่า 2 เดือน ซึ่งมองเกิดจากตลาดกังวลการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า อย่างไรก็ดี ปี 2569 การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะใช้เพียงเสียงของสภาผู้แทนฯ 500 เสียงเท่านั้น จึงคาดจะทำให้ความเสี่ยงจัดตั้งรัฐบาลลดลง

เมื่อพิจารณการปรับขึ้นของ SET หลังการเลือกตั้งส่วนใหญ่เกิดจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow ไหลเข้า) ยกเว้นในการเลือกตั้งครั้งปี 2566 ที่เป็นแรงซื้อจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันและรายย่อย โดยสังเกตุได้ว่า NVDR Top Buy 10 อันดับแรกในช่วงหลังการเลือกตั้ง พบว่า ส่วนใหญ่หุ้นขนาดใหญ่ที่มีแรงซื้อมากสุดหลังการเลือกตั้ง 1 เดือน ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KBANK KTB) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE) และกลุ่มพลังงาน (PTT)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

InnovestX หุ้นไทย เลือกตั้ง