ไพบูลย์ CEO บล.ทิสโก้ ระบุรัฐบาลควรใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ เสนอเดินหน้าโครงการ TISA แยกจากกองเกษียณ ออกแบบให้จูงใจจริง-วงเงินสูง-ถือครองยืดหยุ่น ชี้หากตลาดหุ้นฟื้นต่อเนื่องจะเกิด Wealth Effect หนุนการบริโภคและ GDP ในระยะยาว
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า รัฐบาลควรใช้นโยบายที่มีตลาดทุน เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยซึ่งเป็นโจทย์เร่งด่วน หนึ่งในเครื่องมือที่มีศักยภาพคือโครงการ Thailand Individual Savings Account (TISA) ซึ่งจะช่วยดึงเงินเข้าสู่ตลาดทุนไทยโดยตรง ผ่านการลงทุนในหุ้นรายตัว พันธบัตร หรือกองทุนรวมต่างๆ พร้อมให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ ทั้งนี้ TISA จะมีส่วนสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินที่สำคัญ หากออกแบบให้จูงใจจริงเข้าใจง่าย และไม่สร้างเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคเหมือนข้อเสนอก่อนหน้านี้ที่มอว่ายังไม่ดึงดูดนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง
นายไพบูลย์ระบุว่า การออกแบบ TISA ควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อเกษียณอายุเดิม เช่น RMF หรือ PVD และไม่ควรถูกผูกให้ต้องถือยาวถึงอายุ 55 ปี เพราะ TISA เป็นเงินเพื่อการลงทุน ไม่ใช่เงินเกษียณ จึงควรกำหนดระยะเวลาถือครองที่เหมาะสม เช่น 5 ปี โดยอนุญาตให้สลับเปลี่ยนหุ้นหรือกองทุนได้ตลอด แต่ไม่สามารถถอนเงินออกก่อนกำหนด ขณะเดียวกัน วงเงินลงทุนต้องสูงพอจะสร้างแรงจูงใจและแรงกระตุ้นต่อระบบเศรษฐกิจ ในระยะเริ่มต้นควรมุ่งเป้าไปที่นักลงทุนที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อช่วยประคองตลาดและกระตุ้นตลาดในช่วงเริ่มต้น
สำหรับข้อเสนอเบื้องต้นของ TISA แนะว่าควรกำหนดวงเงินลงทุน 500,000 บาทต่อปี และในช่วง 2 ปีแรกอาจเพิ่มวงเงินพิเศษอีกปีละ 300,000 บาท เพื่อเร่งแรงกระตุ้น โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเต็มจำนวนสำหรับการลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET ESG หรือกองทุนรวมประเภท Thai ESG ซึ่งเป็นหุ้นคุณภาพที่ผ่านการคัดกรองแล้ว ส่วนการลงทุนที่ไม่ใช่ ESG อาจให้ลดหย่อนได้ 80% เพื่อเปิดทางเลือกให้นักลงทุน แต่ยังคงตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพตลาดทุน ทั้งนี้ไม่ควรใช้สูตรลดหย่อนแบบมีเพดานหรือมีตัวคูณซับซ้อนตามระดับรายได้ เพราะจะบั่นทอนแรงจูงใจ โดยเฉพาะในกลุ่มที่รัฐบาลต้องการให้เข้ามาลงทุนอย่างเร่งด่วน
นายไพบูลย์ระบุว่า ข้อเสนอ TISA ยังอยู่ในระดับการเสนอเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี และยังสามารถปรับแก้รายละเอียดได้ เชื่อว่ายังอยู่ระหว่างการปรับปรุงหลังจากมีเสียงสะท้อนจากหลายฝ่าย โดยคาดว่าหลังการจัดตั้งรัฐบาลและโครงสร้างรัฐมนตรีมีความชัดเจน สภาธุรกิจตลาดทุนไทยจะมีการหารือและนัดหมายเข้าพบกระทรวงการคลังร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเสนอแนวทางและข้อเสนอเกี่ยวกับ TISA อีกครั้ง
“สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดหุ้นสามารถยืนอยู่ในระดับที่ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าประเทศไทยถือว่าโชคดีที่ตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกหลังได้รัฐบาลใหม่ หากไม่รีบสานต่อแรงส่งจากจุดนี้และปล่อยให้ตลาดอ่อนตัวลงอีก การเรียกความเชื่อมั่นกลับมาจะยากมากขึ้น” นายไพบูลย์กล่าว
นายไพบูลย์ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้าง “แรงส่งทางเศรษฐกิจ” ผ่านการฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ปัจจุบันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ราว 18 ล้านล้านบาท หากดัชนี SET เพิ่มขึ้น 10% จะทำให้ความมั่งคั่งของนักลงทุนไทยเพิ่มขึ้นราว 1.2 ล้านล้านบาท หลังหักสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติ งานวิจัยต่างประเทศระบุว่าผลของความมั่งคั่งสามารถกระตุ้นการบริโภคโดยตรงได้ประมาณ 5% หรือราว 60,000 ล้านบาท และเมื่อรวมผลของตัวคูณทางเศรษฐกิจที่เฉลี่ย 3-4 เท่า จะส่งผลให้ GDP เพิ่มขึ้นราว 180,000-240,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1%
แม้รัฐอาจกังวลเรื่องรายได้ภาษีที่ลดลงในระยะสั้นจากการให้สิทธิลดหย่อน แต่ในระยะยาวจะเกิดผลของความมั่งคั่งหรือ Wealth Effect ซึ่งจะสะท้อนกลับมาในรูปของการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ภาษีนิติบุคคล และรายได้ภาษีทางอ้อมอื่นๆ ผ่านตัวคูณทางเศรษฐกิจหลายเท่า จนสุดท้ายรัฐจะได้ภาษีกลับมามากกว่าที่สูญเสียไป พร้อมทั้งช่วยให้ตลาดทุนไทยกลับมาเป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพ สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ TISA ควรเป็นโครงการถาวร ไม่มีวันหมดอายุ คล้ายสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่นๆ เพื่อให้เงินไหลเข้าสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอและอยู่ในระบบระยะยาว ไม่ใช่มาตรการชั่วคราวแบบครั้งเดียวจบ โดยบทเรียนจากต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ยุโรป และญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าโครงการลักษณะ ISA ประสบความสำเร็จในการปลูกฝังการลงทุนและเพิ่มสภาพคล่องตลาดทุน แม้ในประเทศที่มีตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว ญี่ปุ่นเองยังต้องปรับปรุงเงื่อนไขให้เรียบง่ายและลดข้อจำกัดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เงินลงทุนไหลเข้าตลาดจำนวนมาก ในบริบทของไทยซึ่งยังเป็นตลาดเกิดใหม่ ยิ่งจำเป็นต้องใช้นโยบายที่ตรงจุด เพื่อประคองความเชื่อมั่นในช่วงที่ตลาดเริ่มฟื้น