“ฟิทช์ เรทติงส์” เตือนประเทศไทยหลังการเลือกตั้งปี 2569 จับตาการรักษา “วินัยการเงินการคลัง” ของรัฐบาลชุดใหม่ ชี้แผนการคลังระยะปานกลาง “ขึ้น VAT” เป็นไปได้ยากทางการเมือง
รายงานของฟิทช์ เรทติงส์ ระบุว่า จากผลการเลือกตั้งของไทย มีแนวโน้มสะท้อนให้เห็นความต่อเนื่องของนโยบายบางประการจากรัฐบาลรักษาการที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงมีอยู่จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม นโยบายเศรษฐกิจและการคลังของรัฐบาลใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น หลังในเดือนกันยายน 2568 ฟิทช์ได้ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตประเทศไทยที่ระดับ ‘BBB+’ เป็นเชิงลบ
ฟิทช์ประเมินว่า คะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงจำนวนที่นั่งของพรรคพันธมิตร (potential partners) จะช่วยสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพและลดความเสี่ยงภาวะชะงักงันทางการเมือง โดยรัฐบาลผสมที่มีความยั่งยืนจะเป็นตัวชี้ขาดว่าไทยสามารถลดความไม่แน่นอนทางการเมืองในเชิงโครงสร้างและส่งมอบนโยบายเศรษฐกิจและการคลังระยะปานกลางได้มากขึ้นหรือไม่ เนื่องจากไทยมีความไม่มั่นคงทางการเมืองมาอย่างยาวนาน โดยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ไทยมีนายกรัฐมนตรี 3 คน และนายกรัฐมนตรีรักษาการอีก 3 คน
ทั้งนี้ เสถียรภาพทางการเมืองที่มากขึ้นอาจช่วยสนับสนุนการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลผสมชุดใหม่จะสามารถเห็นพ้องกันในเรื่องการปฏิรูปเชิงโครงสร้างหรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ ทั้งการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังล่าช้าหลังวิกฤตโควิด-19 และแรงกดดันด้านโครงสร้างประชากรที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ฟิทช์ระบุว่า หากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐบาลอาจยังคงให้ความสำคัญกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นต่อเนื่องจากช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง ซึ่งมีต้นทุนราว 0.8% ของ GDP การสนับสนุนผู้ประกอบการหรือธุรกิจ SMEs และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การขยายมาตรการเหล่านี้อาจช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้น แต่หากไม่มีมาตรการหาเงินมาชดเชยที่ชัดเจนก็อาจทำให้แผนการปรับสมดุลทางการคลังล่าช้าออกไป โดยที่ผ่านมาประเทศไทยไทยใช้นโยบายประชานิยมต่อเนื่องหลายปี ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 60% ของ GDP ในปี 2568
โดยในแผนการคลังระยะปานกลาง คาดว่าหนี้สาธารณะจะแตะระดับสูงสุดในปี 2571 และตั้งเป้าว่าจะลดการขาดดุลงบประมาณ จากระดับ 4.4% ในปีงบประมาณ 2569 เหลือเพียง 2.1% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2573
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์เตือนว่าการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจทำให้แผนดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแผนปัจจุบันตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ต้องปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพิ่มจาก 7% เป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และ 10% ในปีงบประมาณ 2573 ซึ่งเป็นไปได้ยากในทางการเมือง เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่มีรัฐบาลใดอยากขึ้นภาษีเพราะจะเสียคะแนนนิยม
ทั้งนี้ อันดับความน่าเชื่อถือของไทยในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการรักษาวินัยทางการคลังได้มากน้อยเพียงใด หากรัฐบาลไม่สามารถลดการขาดดุลการคลังได้ก็จะมีความเสี่ยงที่อันดับเครดิตจะถูกปรับลดลง ในทางกลับกันหากรัฐบาลสามารถเดินหน้าปรับปรับสมดุลทางการคลังได้อย่างเป็นรูปธรรมก็จะเป็นปัจจัยบวกต่ออันดับเครดิตของประเทศ
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความมั่นคงของรัฐบาลผสม นโยบายการคลังในระยะแรกของรัฐบาลใหม่ และความสามารถในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับลดการขาดดุลที่น่าเชื่อถือ