อัสสเดช คงสิริ
ตลาดหลักทรัพย์ฯปลื้มดัชนี SET ทะยานทะลุ 1,400 จุด วอลุ่มเทรดทะลัก ชี้ปัจจัยความชัดเจน “เลือกตั้ง” หนุนเกิด Election Rally ขณะที่แรงขายกองทุน LTF หมดแล้ว “อัสสเดช” มองหุ้นจะไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นกับนโยบายรัฐบาลหลังจากนี้ ย้ำเศรษฐกิจต้องขยายตัวมากขึ้น เตรียมเดินหน้าผลักดัน “TISA-Bond Connect” ต่อ ขณะที่โครงการ Jump+ มี 116 บริษัทสมัครเข้าร่วมแล้ว คาดจะมี บจ.ขนาดใหญ่เข้ามาเพิ่มเติมก่อนปิดรับสมัคร 31 มี.ค.นี้ ด้านวิจัยกสิกรไทยชี้เงินต่างชาติไหลเข้า “หุ้น-บอนด์” ไทย ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส มอง 3 สัญญาณบวก ชี้นักลงทุนหุ้นไทยมั่งคั่งขึ้น 1.2 ล้านล้าน จับตาจัดตั้งรัฐบาลลุ้นไม่มีวิกฤตแทรกซ้อน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ได้เซนติเมนต์เชิงบวกจากการเลือกตั้ง ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ออกมา มีแนวโน้มว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นจะไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับหลังจากนี้ รัฐบาลจะทำอะไรต่อไป โดยต้องยอมรับว่า หากอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ยังอยู่แค่ 1.5-1.6% ต่อปี หุ้นก็คงไปได้ไม่ไกล
“สิ่งที่อยากเห็น คือ อยากเห็นนโยบายการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างจริง ๆ ส่วนนโยบายเกี่ยวกับตลาดทุน ถ้า ครม. ด้านเศรษฐกิจหน้าตาเหมือนเดิม ก็คงสานต่อแผนงานที่ได้คุยกันมา ทั้ง TISA (Thailand Individual Saving Account) หรือ โครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล รวมถึง Bond Connect (แพลตฟอร์มซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล ที่เชื่อมต่อการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเข้ากับพอร์ตหลักทรัพย์) ซึ่งก็น่าจะมีการคุยกันในรายละเอียดที่ต้องปรับปรุงต่อ”
กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯกล่าวอีกว่า ปีนี้โครงการ Jump+ จะเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 116 บริษัท (ณ 11 ก.พ. 69) ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯได้ขยายระยะเวลารับสมัครเข้าร่วมโครงการออกไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2569 โดยคาดว่าจะมีบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วมมากขึ้น และจะเริ่มเห็นความคืบหน้าอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาส 2-3 ของปีนี้ โดยเฉพาะด้านการสื่อสารแผนงานและศักยภาพของบริษัทไปยังนักลงทุนผ่านกิจกรรมโรดโชว์
แรงขาย LTF หนุนดัชนีทะยาน
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ แรงขายกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF น่าจะใกล้หมดแล้ว จากต้นปีที่ยังมีนักลงทุนถือครอง LTF อยู่ประมาณ 38,000 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อแรงขาย LTF หมดลงไปแล้ว น่าจะมีแรงหนุนดัชนี SET ให้ปรับตัวได้เพิ่มขึ้น
“จากข้อมูลพบว่า ต้นทุนการซื้อ LTF ที่ซื้อกันเมื่อหลายปีที่แล้ว ดัชนีอยู่ประมาณ 1,380-1,400 จุด เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น เมื่อหุ้นขึ้นถึงระดับนี้ก็จะมีแรงขายออกมา ซึ่งตอนนี้แรงขายตรงนี้ไม่มีแล้ว ส่วนหนึ่งก็มาจากหลายอย่างที่เราทำไปเมื่อปีที่แล้วด้วย รวมถึงการให้ Convert กองทุน LTF ไปเป็นกองทุน Thai ESGX แล้วก็ปัจจัย Election Rally ด้วย แปลว่าตอนนี้หุ้นขึ้น หรือไม่ขึ้น ก็ไม่ได้มี Legacy เก่าแล้ว ซึ่งช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หุ้นไทยไม่ไปไหน ส่วนหนึ่งก็เพราะมีตรงนี้เป็นหนึ่งในปัจจัย”
2 เดือน ตปท.ซื้อ 4.78 หมื่น ล.
นายศรพลกล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 มาจนถึงวันที่ 12 ก.พ. ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น 14.44% (YTD) ด้วยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 5.15 หมื่นล้านบาท (เฉพาะ SET) ใกล้เคียงกับช่วงปี 2566 เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี โดยผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2 เดือนติดต่อกัน รวมกว่า 4.78 หมื่นล้านบาท ซึ่งช่วงนี้มีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ที่ไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ค่อนข้างมาก
เงินนอกทะลักเข้าหุ้น-บอนด์ไทย
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 วันทำการ หลังการเลือกตั้งปี 2569 โดยระหว่างวันที่ 9-11 ก.พ. นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นและบอนด์ไทยรวมกันสูงถึง 3.28 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับว่ามีมูลค่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันหลังการเลือกตั้งรอบก่อนหน้า สะท้อนความคาดหวังต่อเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และแนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจที่น่าจะมีความต่อเนื่อง รวมถึงมุมมองคาดการณ์ที่มีต่อโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศ
ขณะที่ทิศทางเงินทุนต่างชาติในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะบริบทเศรษฐกิจไทยและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งทำให้ยังคงต้องติดตาม 3 ประเด็นต่อเนื่อง ได้แก่ 1.เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจซึ่งจะมีผลต่อมุมมองการเติบโตในระยะกลาง 2.ความเสี่ยงด้านสถานะการคลังและท่าทีของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และ 3.ความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนต่างประเทศ ซึ่งจะยังเป็นปัจจัยภายนอกที่มีความสำคัญต่อจังหวะฟันด์โฟลว์ของต่างชาติในตลาดการเงินไทย
ลงทุนหุ้นไทยมั่งคั่ง 1.2 ล้านล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทย (SET Index) แสดงความแข็งแกร่งอย่างโดดเด่นหลังผ่านพ้นการเลือกตั้ง เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สวนทางกับตลาดหุ้นโลกที่เริ่มเผชิญแรงขายทำกำไรและความผันผวนจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI และเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว โดยหลังผ่านการเลือกตั้งมาได้เพียง 4 วันทำการ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงกว่า 6.4% ส่งผลให้นักลงทุนมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นถึง 1.2 ล้านล้านบาท
ซึ่งมีสัญญาณเชิงบวกที่สำคัญ ได้แก่ 1.สภาพคล่องกลับสู่ภาวะปกติ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยสัปดาห์ที่ผ่านมา (WTD) สูงถึง 7.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ตลาดอย่างหนาแน่น 2.โครงสร้างตลาดดูดีขึ้น
โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของหุ้นไทยกลับมาอยู่ที่ 18.2 ล้านล้านบาท แซงหน้ามูลค่าตลาดตราสารหนี้ (18.06 ล้านล้านบาท) ได้อีกครั้ง หลังจากที่เคยเป็นรองในปี 2568 ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนกลับมาเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น 3.สถิติหลังเลือกตั้งหนุน จากสถิติย้อนหลัง 6 ครั้ง พบว่าในช่วง 1 เดือนหลังเลือกตั้ง หุ้นไทยมักปรับตัวขึ้นต่อเฉลี่ย +2.5% ถึง +2.6% โดยมีความน่าจะเป็นถึง 67% ที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวก
ลุ้นตั้งรัฐบาลไม่มีวิกฤตแทรกซ้อน
อย่างไรก็ดี บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่า ช่วงสุญญากาศระหว่างรอการรับรองผลเลือกตั้งจนถึงการจัดตั้งรัฐบาล (ก.พ.-มิ.ย. 69) เป็นช่วงที่ต้องติดตาม หากพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมีความแข็งแกร่ง (สถานการณ์ปัจจุบันพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง 193 ที่นั่ง) และไม่มีวิกฤตแทรกซ้อน สถิติชี้ว่าตลาดหุ้นมีโอกาสตอบรับเชิงบวก โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 7.8% ในช่วงรอดังกล่าว