ส่อง 20 กองทุนเด่นโค้งท้ายปี ก่อนปิดฉาก Thai ESG ลดภาษี 3 แสน
โค้งสุดท้ายปี 2569 เข้าสู่ฤดูกาลลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี มีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา หลังมาตรการพิเศษกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ซึ่งให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 300,000 บาทต่อปี จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค. 2569 ขณะที่ภาครัฐอยู่ระหว่างผลักดันบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในปี 2570
จบมาตรการพิเศษ-ปีหน้าเงื่อนไขเดิม
ทั้งนี้ มาตรการพิเศษ Thai ESG ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2567 กำหนดให้ผู้ลงทุนสามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี สูงสุด 300,000 บาทต่อปี และลดระยะเวลาถือครองหน่วยลงทุนจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี สำหรับการลงทุนระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2567 ถึง 31 ธ.ค. 2569
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการต่ออายุมาตรการหรือปรับปรุงหลักเกณฑ์ ตั้งแต่ปี 2570 สิทธิลดหย่อนจะกลับไปใช้เงื่อนไขเดิม โดยวงเงินสูงสุดลดเหลือ 100,000 บาทต่อปี หรือลดลง 200,000 บาท คิดเป็น 66.7% พร้อมเพิ่มระยะเวลาถือครองเป็น 8 ปี
ทั้งนี้ การสิ้นสุดมาตรการพิเศษไม่ได้หมายความว่ากองทุน Thai ESG จะยุติการดำเนินงาน โดยผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนภายในปี 2569 ยังคงได้รับสิทธิถือครองตามเงื่อนไข 5 ปี และสามารถใช้สิทธิลดหย่อนแยกจากกลุ่มเงินออมเพื่อเกษียณที่มีเพดานรวม 500,000 บาท
ลงทุน RMF ลดภาษี 5 แสน
ขณะที่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ยังคงเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับการออมระยะยาว โดยผู้ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี เมื่อรวมกับเงินออมเพื่อเกษียณประเภทอื่นตามกฎหมาย ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
ผู้ลงทุนต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเว้นการลงทุนได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน ถือครองหน่วยลงทุนอย่างน้อย 5 ปีนับจากวันที่ซื้อครั้งแรก และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงจะขายคืนได้โดยไม่ผิดเงื่อนไขภาษี
จับตา TISA หนุนออม-เริ่มปี’70
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างผลักดันบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account : TISA) โดยมีเป้าหมายเริ่มดำเนินการในปี 2570
แนวคิดสำคัญคือเปิดโอกาสให้ประชาชนบริหารเงินออมและพอร์ตลงทุนได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่านบัญชีที่รองรับสินทรัพย์หลากหลายประเภท โดยมีการพิจารณายกเลิกระบบตัวคูณสิทธิลดหย่อนภาษี เพื่อให้ผู้มีเงินได้แต่ละกลุ่มได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน
อย่างไรก็ตาม วงเงินลดหย่อนและเงื่อนไขลงทุนยังต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐ ทำให้ปี 2569 เป็นช่วงรอยต่อระหว่างมาตรการพิเศษ Thai ESG กับแนวทางส่งเสริมการออมและลงทุนรูปแบบใหม่
“ทรีนีตี้” ชู 8 ธีมลงทุนโค้งท้ายปี
นางวนิดา เจียมอนุกูลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธนบดีธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การลงทุนผ่าน RMF ปี 2569 ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาวจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และสังคมสูงวัย
ดังนั้น จึงนำเสนอ 8 ธีมลงทุน ประกอบด้วย 1.หุ้นทั่วโลก (Global Equity) กองทุน K-WORLDXRMF ลงทุนผ่าน ETF หุ้นทั่วโลก กระจายการลงทุนหลายประเทศและอุตสาหกรรม
2.เทคโนโลยี (Technology) กองทุน K-GTECHRMF เน้นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ และคลาวด์
3.ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กองทุน ASP-AIEQRMF ลงทุนหุ้นทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จาก AI ทั้งซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และบริการเกี่ยวเนื่อง
4.โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) กองทุน K-GIFRMF ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ครอบคลุมคมนาคม พลังงาน สาธารณูปโภค และดิจิทัล
5.ธุรกิจสุขภาพ (Healthcare) กองทุน SCBRMGHC รับโอกาสจากสังคมสูงวัย เทคโนโลยีการแพทย์ และนวัตกรรมสุขภาพ
6.พลังงานสะอาด (Clean Energy) กองทุน KT-CLIMATE RMF ลงทุนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน
7.ทองคำ (Gold) กองทุน K-GDRMF ลงทุนผ่าน Gold ETF เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
และ 8.โลหะมีค่า (Precious Metals) กองทุน KT-PRECIOUS RMF ลงทุนในทองคำ เงิน แพลทินัม และพาลาเดียม ซึ่งมีความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
ส่องกองทุนหุ้นโลก-หุ้นเทคฯ
นอกจากนี้ Finnomena Funds ยังรวบรวมกองทุน RMF และ Thai ESG จำนวน 20 กองทุน ครอบคลุมหุ้นต่างประเทศ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน สินทรัพย์ทางเลือก ตราสารหนี้ และหุ้นไทย โดยมีระดับความเสี่ยงตั้งแต่ 4-8 แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก
โดยกลุ่มหุ้นต่างประเทศและเทคโนโลยี มี 8 กองทุน ได้แก่ KKP GNP RMF-UH ลงทุนหุ้นทั่วโลก บริหารโดยผู้จัดการกองทุนหลายราย (Multi-Manager) มุ่งสร้างผลตอบแทนระยะยาว ความเสี่ยงระดับ 6, K-GTECHRMF ลงทุนหุ้นบริษัทคุณภาพในธุรกิจเทคโนโลยี ความเสี่ยงระดับ 7
KF-US-PLUSRMF เน้นหุ้นสหรัฐ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นอเมริกา ความเสี่ยงระดับ 6, SCBRMMLCA ลงทุนหุ้นจีน A-Shares โดยใช้ Machine Learning ช่วยคัดเลือกหุ้นคุณภาพ ความเสี่ยงระดับ 6, B-ASIARMF ลงทุนหุ้นเอเชีย เน้นบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูง ความเสี่ยงระดับ 6
B-INDIAMRMF ลงทุนหุ้นอินเดีย เน้นบริษัทขนาดกลางที่มีศักยภาพเติบโต ความเสี่ยงระดับ 6, SCBRMGHC ลงทุนหุ้นกลุ่มสุขภาพ ผสมผสานการคัดเลือกหุ้นเชิงรุกกับกลยุทธ์เชิงปริมาณ ความเสี่ยงระดับ 7, TAIIRMF-A ลงทุนหุ้นกลุ่ม AI และ Big Data โดยคัดเลือกบริษัทที่ใช้หรือได้รับประโยชน์จาก AI ความเสี่ยงระดับ 6
กองทุนกลุ่มนี้เปิดโอกาสรับการเติบโตของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสุขภาพ พร้อมกระจายการลงทุนไปยังตลาดสำคัญ ทั้งสหรัฐ จีน อินเดีย และเอเชีย แต่ยังต้องคำนึงถึงความผันผวนของตลาดหุ้นต่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน
สินทรัพย์ทางเลือก
กลุ่มสินทรัพย์เฉพาะทางและทางเลือก มี 5 กองทุน ได้แก่ PRINCIPAL VNEQRMF ลงทุนหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นเวียดนาม ความเสี่ยงระดับ 6, K-GIFRMF ลงทุนหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก เน้นธุรกิจที่สร้างรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ความเสี่ยงระดับ 6
MRENEWRMF ลงทุนหุ้นพลังงานสะอาด รับแรงหนุนจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ความเสี่ยงระดับ 7, TGSMARTARMF-A ลงทุนผสมสินทรัพย์ทั่วโลก เน้นจำกัดความเสี่ยงขาลงและลดความผันผวน ความเสี่ยงระดับ 5, BGOLDRMF ลงทุนทองคำ โดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงระดับ 8
กองทุนกลุ่มนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนแตกต่างกัน ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนาม ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และทิศทางราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม การลงทุนเฉพาะอุตสาหกรรมหรือสินทรัพย์ยังเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและอัตราแลกเปลี่ยน
ตราสารหนี้-กองทุนผสม
สำหรับกลุ่มตราสารหนี้และกองทุนผสม มี 4 กองทุน ได้แก่ ES-GAINCOMERMF ลงทุนผสมสินทรัพย์ทั่วโลก เน้นสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ความเสี่ยงระดับ 5, K-GDBONDRMF ลงทุนตราสารหนี้โลก โดยบริหารเชิงรุกตามทิศทางตลาด ความเสี่ยงระดับ 5
KKP INRMF ลงทุนตราสารหนี้ไทย เน้นความมั่นคงและผลตอบแทนสม่ำเสมอ ความเสี่ยงระดับ 4, KTAG70/30-ThaiESG ลงทุนผสมหุ้นไทย 70% และตราสารหนี้ 30% ความเสี่ยงระดับ 5
กองทุนกลุ่มนี้เหมาะสำหรับใช้ประกอบการจัดพอร์ตระยะยาว โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกสัดส่วนหุ้นและตราสารหนี้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
หุ้นไทยยั่งยืน
กลุ่มสุดท้ายเป็นกองทุนหุ้นไทยและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน มี 3 กองทุน ได้แก่ THDIRMF-A ลงทุนหุ้นไทยที่เน้นมูลค่าและอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง รวมถึงบริษัทที่มีกระแสเงินสดดี ความเสี่ยงระดับ 6
TDSThaiESG-A ลงทุนหุ้นไทยปันผลสูง โดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืนตามเกณฑ์ SET ESG ความเสี่ยงระดับ 6 และ K-ESGBF-ThaiESG ลงทุนตราสารหนี้ไทยเพื่อความยั่งยืน เน้นตราสารคุณภาพระดับ Investment Grade ความเสี่ยงระดับ 4
ทั้งนี้ แม้ RMF และ Thai ESG จะช่วยเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่การเลือกกองทุนควรพิจารณาทั้งนโยบายลงทุน ระดับความเสี่ยง ระยะเวลาถือครอง และเป้าหมายทางการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่หลักเกณฑ์ภาษีและแนวทางส่งเสริมการออมระยะยาวกำลังเปลี่ยนผ่าน