วิกฤตขนาดไหน ?

คอลัมน์ จัตุรัสนักลงทุน

โดย คนขายของ

ความเชื่อเรื่องวิกฤตในตลาดหุ้นมักเกิดขึ้นทุก 10 ปี มักเป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงในช่วงปีที่ลงท้ายด้วยเลข 7 และ 8 ทั้งนี้ คงเป็นเพราะว่าในปี 1987 เกิดเหตุการณ์ black Monday ดัชนีดาวโจนส์ลดลงมากถึง 22.61% ในวันที่ 19 ตุลาคม 1987 ต่อมาอีก 10 ปีในปี 1997 ก็เกิดวิกฤตการเงินในเอเชีย ทำให้ตลาดหุ้นไทยซบเซาต่อเนื่องกันยาวนานถึง 5 ปี ตามมาด้วยวิกฤตอสังหาฯในสหรัฐอเมริกาในปี 2008 ซึ่งส่งผลกระทบมาถึงตลาดหุ้นไทย ทำให้ดัชนีปรับตัวลงไปมากกว่า 50% มาในปี 2018 การปรับตัวลงของ SET index หลังจากทำจุดสูงสุดที่ราว 1,840 จุดแล้วร่วงลงมาถึง 14% ตามมาด้วยการถล่มทลายของราคาในหุ้นบางกลุ่มมากกว่า 50% ยิ่งทำให้ความเชื่อวิกฤตทุก 10 ปีดูมีน้ำหนักมากขึ้น


บทความนี้เราจะมาดูว่า วิกฤตจะมาทุก 10 ปีจริงไหม ? และรายละเอียดของแต่ละวิกฤตมีอะไรให้เรียนรู้ได้บ้าง ?

หากเราเริ่มดูจากรายละเอียดของวิกฤต black Monday ในปี 1987 จะเห็นว่าแท้จริงแล้วเราไม่ควรเรียกว่าวิกฤต แต่เป็นเรื่องของ “market crash” หรือตลาดถูกถล่มด้วยแรงขายที่รุนแรงมากกว่า ทั้งนี้ เพราะในปี 1987 การตกลงอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นไม่ได้ทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินล้มละลาย และถึงแม้ลงแรงถึงเกือบ 23% แต่ถ้าเทียบกับดัชนีตอนต้นปี 1987 ก็จะเห็นว่าตลาดแทบไม่ได้ลดลงเลย และถ้ามองย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ 5 ปี ก็จะเห็นว่าดัชนี S&P 500 เป็นขาขึ้นยาวนานมาตั้งแต่ปี 1982 โดยขึ้นมาจาก 122 จุด จนมาถึงจุดสูงสุดที่ 337 จุดในเดือนกันยายน 1987 ขึ้นมาเกือบ 2 เท่าในระยะเวลา 5 ปี ดังนั้น การขายทำกำไรขนาดใหญ่ก็น่าจะเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และหลังจากนั้นไม่ถึงสองปีดัชนีก็ทะลุจุดสูงสุดเดิม และเป็นขาขึ้นมาต่อเนื่องยาวนาน

ในส่วนของวิกฤตการเงินในเอเชียปี 1997 ซึ่งเริ่มจากไทยลดค่าเงินบาทนั้น ผมคิดว่าเป็นวิกฤตอย่างแท้จริง เพราะมีผลกระทบในวงกว้าง มีสถาบันการเงินล้มละลาย ผู้คนตกงาน ระบบเครดิตของประเทศมีปัญหา ตลาดหุ้นอยู่ในสภาวะซบเซายาวนานถึง 5 ปี และก็ไม่เคยได้เห็นระดับเหนือ 1,000 จุดอีกเลย จนกระทั่งในอีก 13 ปีต่อมา

สำหรับวิกฤตในปี 2008 ก็นับเป็นวิกฤตที่สำคัญเพราะเกิดจากตราสารอนุพันธ์ของอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ และขยายผลมาสู่สถาบันการเงินและเศรษฐกิจในภาพรวม ดูเหมือนจะมีผลในการทำลายล้างมากกว่าวิกฤตครั้งใด ๆ ในอดีต แต่ด้วยนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้ตลาดหุ้นทั้งโลกกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 และเป็นขาขึ้นมาเป็นระยะเวลา 9 ปีจนถึงปัจจุบัน โดย SET ขึ้นมาถึง 3 เท่า ในขณะที่ S&P 500 ขึ้นมา 2.5 เท่า

แล้ววิกฤตจะมาทุก 10 ปีจริงไหม ? โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่วิกฤตการเงินของเอเชียเกิดขึ้นในปี 1997 เลยทำให้ตัวเลขปีที่เกิดวิกฤตนั้นดูสอดคล้องกัน และทำให้นักลงทุนในภูมิภาคนี้หลายคนเชื่ออย่างนั้น แต่หากลองดูข้อมูลของตลาดหุ้นในยุโรป และสหรัฐอเมริกา ว่าใน 2 ทวีปหลักนั้นตลาดหุ้นเป็นอย่างไร ? กลับพบว่า ดัชนี CAC ของฝรั่งเศสขึ้นอย่างถล่มทลายมากกว่า 40% ดัชนี DAX ของเยอรมนีขึ้นไปถึง 54% และดัชนี S&P 500 ของสหรัฐขึ้นไปเกือบ 30% ในช่วงเวลา 1 ปีหลังไทยลอยตัวค่าเงินบาท

ดังนั้น ถ้าเราไม่นับว่าการที่ตลาดลงแรงในปี 1987 เป็นวิกฤต และช่วงตั้งแต่ปี 1,990-2,000 ตลาดหุ้นในยุโรปและอเมริกาก็ไม่มีวิกฤตรุนแรงเกิดขึ้น ความเชื่อที่ว่าวิกฤตจะมาทุก 10 ปีดูเหมือนว่าจะมีน้ำหนักน้อยลง

แม้ในปีที่มีวิกฤตอย่างแท้จริงเช่นในเอเชียปี 1997 และทั่วโลกในปี 2008 ที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนโดยรวมเป็นลบ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหุ้นตัวใดให้ผลตอบแทนที่ดีเลย อย่างตอนไทยลอยตัวค่าเงินบาท หุ้นส่งออกของไทยก็ได้ประโยชน์มากมาย กำไรโตขึ้นมหาศาล ในขณะที่สหรัฐอเมริกาในปี 2008 หุ้นของร้านเสื้อผ้าราคาถูกอย่าง ROSS Stores ก็ยังปิดด้วยราคาสูงขึ้นถึงเกือบ 18% ยักษ์ค้าปลีกอย่าง Walmart ราคาขึ้น 20% บริษัทผลิตเครื่องดื่มอย่าง Anheuser Busch เจ้าของแบรนด์ Budweiser ราคาขึ้นถึง 39% ขณะที่ S&P 500 ให้ผลตอบแทนติดลบถึง 37% ในปีแห่งวิกฤต

ตลาดหุ้นแห่งแรกในโลกถูกก่อตั้งที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 1602 ประมาณ 416 ปีที่แล้ว แต่ถึงกระนั้นนักลงทุนก็ยังไม่มีเครื่องมือที่จะช่วยคาดการณ์วิกฤตในตลาดหุ้นได้อย่างแม่นยำเหมือนการเตือนภัยเรื่องแผ่นดินไหว สิ่งซึ่งนักลงทุนพอทำได้เพื่อให้อยู่ได้รอดปลอดภัยในตลาดหุ้น คือความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในธุรกิจที่เราถือหุ้นอยู่ เพื่อที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ นักลงทุนที่ดีมักเป็นนักอ่านแบบเข้มข้น มหาเศรษฐีอย่าง Bill Gates อ่านหนังสือปีละ 50 เล่ม Warren Buffett ใช้เวลา 80% ในแต่ละวันในการอ่าน

เมื่อเรามีความรู้พอสมควร เราจะไม่กลัววิกฤตมากเกินไป เพราะถึงวิกฤตมาจริงเราก็มีความรู้พอที่จะเห็นโอกาสในวิกฤต ไม่ว่าวิกฤตนั้นจะใหญ่ขนาดไหน และเมื่อวิกฤตผ่านไป รางวัลก้อนใหญ่ก็มักจะรออยู่โดยเฉพาะสำหรับบุคคลที่รู้จักอดทนและรอคอย เหมือนที่ Charlie Munger ได้กล่าวไว้ว่า…”The big money is not in the buying and the selling…but in the waiting”