เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คลังจัดสินเชื่อบ้าน “คนละหลัง PLUS” หนุนผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางมีบ้าน กู้ไม่เกิน 3 ล้าน คิดดอกเบี้ย 2 เรต
Finance คลังจัดสินเชื่อบ้าน “คนละหลัง PLUS” หนุนผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางมีบ้าน กู้ไม่เกิน 3 ล้าน คิดดอกเบี้ย 2 เรต
เกษตรฯ ชู “ข้าวคาร์บอนต่ำ” รับมือโลกร้อน ดึงกลไกการเงิน-ตลาดเอกชน หนุนรายได้เกษตรกร
Economic เกษตรฯ ชู “ข้าวคาร์บอนต่ำ” รับมือโลกร้อน ดึงกลไกการเงิน-ตลาดเอกชน หนุนรายได้เกษตรกร
อนุทิน คุย รองนายกฯรัสเซีย ดัน Thai-EAEU FTA ร่วมมือเกษตร-พลังงาน-เทคโนโลยี
Politics อนุทิน คุย รองนายกฯรัสเซีย ดัน Thai-EAEU FTA ร่วมมือเกษตร-พลังงาน-เทคโนโลยี
“Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026”ชูความสำเร็จ-ผนึกพลังดีไซเนอร์ไทย
Biz Movement “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2026”ชูความสำเร็จ-ผนึกพลังดีไซเนอร์ไทย
สมเด็จพระเทพฯ บวงสรวงพระราชรถ และพระยานมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระเทพฯ บวงสรวงพระราชรถ และพระยานมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระพันปีหลวง
เมืองไทยประกันชีวิต รุกตลาดสายมู! ส่ง 8 แพ็กตามคำทำนาย เจาะวัยทำงาน
Finance เมืองไทยประกันชีวิต รุกตลาดสายมู! ส่ง 8 แพ็กตามคำทำนาย เจาะวัยทำงาน
ราคาทองวันนี้ (14 ต.ค. 69) ร่วงลง 550 บาท รูปพรรณขายออก 66,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (14 ต.ค. 69) ร่วงลง 550 บาท รูปพรรณขายออก 66,750 บาท
พระราชินี เสด็จฯ พระราชทานรางวัล นักกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งหญิง ชิงแชมป์เอเชีย
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี เสด็จฯ พระราชทานรางวัล นักกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งหญิง ชิงแชมป์เอเชีย
เปิด 12 หลักการ Bangkok Blueprint สกัดภัยการเงิน-ไซเบอร์
Finance เปิด 12 หลักการ Bangkok Blueprint สกัดภัยการเงิน-ไซเบอร์
หัตถการยุคใหม่มาแรง หนุน THE KLINIQUE GROUP เติบโตเด่น
Business หัตถการยุคใหม่มาแรง หนุน THE KLINIQUE GROUP เติบโตเด่น
ดูทั้งหมด

การแก้ปัญหาความยากจน (1)

24 มี.ค. 2562 | 15:00น.

คอลัมน์ เช้านี้ที่ซอยอารีย์

โดย พงศ์นคร โภชากรณ์

การเลือกตั้งปีนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ เกือบทุกพรรคการเมืองชูนโยบายช่วยคนจน ลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำเป็นนโยบายสำคัญ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีครับ แม้จะมีความแตกต่างกันพอสมควรทั้งรูปแบบและเม็ดเงิน ตั้งแต่สุดโต่งแบบการแจกเงินโดยไม่มีเงื่อนไข ไปจนสุดอีกด้านหนึ่ง คือคัดกรองคนก่อนแล้วให้ตามความจำเป็น และมีเงื่อนไขกำกับ ผมขอแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกนี้จะเอาข้อมูลมากางดูก่อน ส่วนตอนหน้าจะลองเสนอแนวคิดในการแก้จนในมุมมองของผมดูครับ

ประการแรก จำนวนคนจนแบบสุ่มสำรวจลดลงทุกปี : ข้อมูลล่าสุดของสภาพัฒน์พบว่า จำนวนคนจนจากการสุ่มสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ 52,000 ครัวเรือน ลดลงต่อเนื่อง คือ ปี 2560 มีคนจน (คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน 2,686 บาท/เดือน) อยู่ประมาณ 5.3 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 7.9% ของประชากรทั้งหมด เทียบกับปี 2531 ที่มีสูงถึง 34.1 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 65.2% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ดูเผิน ๆ เหมือนจะดี หลายคนนั่งเฉยให้เทรนด์หลอก แต่ข้อสังเกต คือ 1) จำนวนการสุ่มสำรวจเพียง 52,000 ครัวเรือน จาก 24 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ (ประมาณ 0.2% เท่านั้น) เพียงพอที่จะเป็นตัวแทนทั้งประเทศได้หรือไม่ ผมคิดว่าในทางวิชาสถิติอาจจะได้ แต่ในโลกความเป็นจริงควรจะเพิ่มมากกว่านี้หรือไม่ 2) เส้นความยากจนต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ มีผลทำให้คนอยู่ใต้เส้นนี้น้อยกว่าที่ควร นักวิชาการหลายคน หรือแม้แต่ IMF ก็เคยยกมือถาม ตอนนี้ก็เริ่มมีแนวคิดเส้นมาตรฐานรายได้ขั้นต่ำออกมาแล้ว 3) มีการตรวจสอบรายได้และรายจ่ายหลังจากสำรวจหรือไม่ จดบันทึกข้อมูลเป็นรายคนไว้หรือไม่ และ 4) ผมมองว่าหากจดบันทึกข้อมูลไว้เป็นบุคคลน่าจะเป็นคุณต่อการทำนโยบาย เพราะปีหน้าไปสำรวจเราจะได้ทราบว่า ผ่านมา 1 ปี เขาจนลงหรือรวยขึ้นอย่างไร

ประการที่ 2 ความยากจนยังเรื้อรังในจังหวัดเดิม ๆ : เมื่อดูความยากจนเป็นรายจังหวัด เราจะพบความจริงว่า ในช่วง 10 ปีหลัง 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนอยู่เยอะ ยังเป็นจังหวัดเดิม ๆ เช่น แม่ฮ่องสอน ปัตตานี นราธิวาส กาฬสินธุ์ นครพนม ตาก บุรีรัมย์ เป็นต้น แม้ส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนคนจนต่อประชากรของจังหวัดลดลง แต่ก็ไปกองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะจนอยู่ดี สิ่งที่น่าศึกษา คือ 1) ทำไมจังหวัดดังกล่าวจึงมีคนจนอยู่มาก สาเหตุของความยากจนคืออะไร เงิน งาน การศึกษา โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อ ปัจจัยสี่ไม่ครบ หรือโอกาสการเข้าถึงเรื่องต่าง ๆ น้อยเกินไป ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละจังหวัดคงมีสาเหตุต่างกัน 2) จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนน้อย เขามีอะไรดี เขามีอะไรที่จังหวัดคนจนเยอะไม่มีบ้าง และ 3) ถ้าจะยกระดับการพัฒนาเพื่อให้เขารวยขึ้น สัดส่วนคนจนลดลง เขาต้องเค้นศักยภาพด้านไหนออกมา เพราะแต่ละพื้นที่คงมีศักยภาพต่างกัน กลไกการกระจายรายได้ที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร

ประการที่ 3 ความเหลื่อมล้ำภาพรวมดีขึ้นไม่มาก แต่พอแยกกลุ่มจะเริ่มเห็นปัญหาชัดขึ้น : ต้องยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่แก้ยาก เพราะเป็นเครื่องชี้เชิงเปรียบเทียบระหว่างคนรวยสุด 10% และคนจนสุด 10% ช่วยคนจนเท่าไร รายได้ก็ไล่ไม่ทันคนรวยอยู่ดี (เป็นปัญหาโลกแตกครับ) จากข้อมูลพบว่า ในปี 2560 คนรวยและคนจนมีรายได้ต่างกัน 19 เท่า ในขณะที่ปี 2531 ต่างกัน 21 เท่า จะเห็นว่า 30 ปีให้หลังไม่ได้ดีขึ้นเท่าไร พอมาดูเป็นกลุ่มคนก็จะเห็นความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส เช่น ผู้พิการ ปัจจุบันมีผู้พิการที่ได้รับเบี้ยผู้พิการเกือบ 1.5 ล้านคน โดยผู้พิการที่ยากจนได้รับเบี้ยสัดส่วน 73.84% แต่ก็ยังมีผู้พิการที่ไม่ยากจนได้รับเบี้ยสูงถึง 64.91% อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ เบี้ยเด็กแรกเกิด จำนวนแม่ที่รับสิทธิ์อยู่ที่ 5.7 แสนคน ในจำนวนนี้อยู่ใต้เส้นความยากจนประมาณ 4.3 แสนคน (ทั้งที่มาลงทะเบียนกับกระทรวงการคลัง และไม่ได้มาลง) แปลว่า 1 แสนกว่าคนที่เหลืออาจจะไม่จนก็ได้ แต่ก็ยังได้รับเบี้ย

สิ่งที่ต้องช่วยกันหาคำตอบ คือ 1) ถ้าเขาไม่จน จะให้เบี้ยต่อหรือไม่ 2) อะไรเป็นสาเหตุให้รายได้คนจนเติบโตช้ากว่าคนรวย เป็นเพราะเขาเป็นเกษตรกรหรือไม่ ระดับการศึกษาไม่สูงเท่าคนรวยหรือไม่ สูงอายุแล้วใช่หรือไม่ 3) ถ้าเป็นเช่นนั้น เอาทักษะความชำนาญเฉพาะด้านไปทดแทนได้ไหม และ 4) การกระจายความเจริญออกไปจะช่วยได้มากน้อยเพียงใด เอื้อต่อการยกระดับหรือไม่

ครั้งต่อไปจะลองเสนอแนวคิดในการลดจำนวนคนจนดูครับ

 

คลิกอ่าน >>> แนวทางการแก้ปัญหาความยากจน (2)