แนวทางการแก้ปัญหาความยากจน (2)
คอลัมน์ เช้านี้ที่ซอยอารีย์
โดย พงศนคร โภชากรณ์
การขจัดความยากจนให้หมด 100% คงไม่สามารถทำได้ เพราะตัวเลขคนจนคล้าย ๆ กับระบบน้ำไหลเวียน คือ เมื่อมีคนพ้นจนไหลออกไป ก็มีคนจนหน้าใหม่ไหลเข้ามา หรือคนจนหน้าเดิมไหลย้อนกลับมาจนใหม่ วนเวียนไปเรื่อย ๆ แต่การแก้ปัญหาความยากจนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถทำได้ ส่วนตัวผมมองว่าต้องทำ “5 ให้” ครับ
1.เก็บข้อมูลให้ลึกเป็นรายคน : โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ คือ “คำตอบที่ใช่ที่สุด ณ ขณะนี้” เพราะช่วยให้รัฐบาลเห็นเป้าแจ่มชัดขึ้นเป็นรายคนในแต่ละหมู่บ้าน และมีการตรวจสอบข้อมูลอายุ สัญชาติ รายได้ เงินฝาก ที่ดิน และบ้านเป็นรายบุคคล จาก 26 หน่วยงาน ในจำนวนผู้มีรายได้น้อยที่ผ่านเกณฑ์ 14.5 ล้านคน เป็นคนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนประมาณ 10.8 ล้านคน อีก 3.7 ล้านคน เป็นผู้มีรายได้น้อยที่ยังมีความเสี่ยงที่จะจนอยู่ ข้อดีของข้อมูลชุดนี้ คือ ทำให้รัฐบาลทราบว่า 14.5 ล้านคนนี้เป็นใครบ้าง ใครอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน ใครอยู่สูงกว่าเส้นความยากจน สิ่งที่ควรทำต่อและเพิ่มเก็บข้อมูลของสมาชิกในครอบครัวมาด้วย และเพิ่มเกณฑ์ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อทำให้ inclusion error ลดลง เมื่อระบบเดินหน้าต่อเนื่อง exclusion error จะค่อย ๆ ลดลง
2.เชื่อมข้อมูลให้มีพลังมากขึ้นในการทำนโยบาย : สิ่งที่กระทรวงการคลังพยายามต่อยอด คือ การเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่น เช่น ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมในชุมชน (กชช.2ค.) เป็นต้น ทำให้เห็นปัญหาด้านต่าง ๆ ชัดมากขึ้น ในแต่ละกลุ่มคน เช่น จากคนจน 10.8 ล้านคน บ้านใครมีเด็กขาดนม มีคนพิการ มีคนขาดเงินออม ชุมชนใดขาดถนน ไฟฟ้า ประปา การสื่อสาร น้ำสะอาด การศึกษาภาคบังคับ เข้าไม่ถึงสาธารณสุข เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเราเข้าถึงข้อมูล เข้าใจปัญหา การแก้ปัญหาก็จะสำเร็จมากขึ้น

3.ทำระบบให้สามารถประเมินผลได้ : เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเป๊ะ ๆ ต้องทำคล้าย ๆ กับห้องทดลองวิทยาศาสตร์ คือ ต้องเป็นระบบปิดแบบปีต่อปี เพื่อให้เช็กได้ว่าใครบ้างมีรายได้เพิ่มขึ้น ใครบ้างที่มีรายได้ลดลง และแต่ละคนขาดกี่บาท เขาจึงจะพ้นเส้นความยากจน ถ้าไม่ทำเป็นระบบปิดจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เช่น เกิดคำถามว่าทำไมคนจนเพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่ความจริงคือคนจนในปีที่แล้วลดลง แต่เป็นเพราะมีคนใหม่โผล่เข้ามา ฉะนั้น ผมจึงลองออกแบบระบบโดยเอา 14.5 ล้านคน มาวางในช่วงรายได้แต่ละชั้น เพื่อให้ทราบจำนวนตั้งต้นของกลุ่มเป้าหมายก่อนที่เราจะดำเนินมาตรการ (ตามภาพข้างล่าง) ดังนั้น ทุกสิ้นปีรัฐบาลสามารถทราบว่าคนที่พ้นจนแล้ว ชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน ทำอาชีพอะไร
4.ให้สวัสดิการตรงตัวไม่ต้องผ่านใคร : จะต้องมีการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มเบี้ยต่าง ๆ ซึ่งผมเรียกว่า protective welfare และการฝึกอาชีพและอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ ผมจะเรียกว่า productive welfare โดยตัวแรก คือ “การให้สวัสดิการต่าง ๆ ที่เป็นตัวเงิน” ให้ทำผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น บรรเทาภาระค่าครองชีพเหมือนที่ทำอยู่แล้ว เบี้ยผู้พิการ เบี้ยเด็กแรกเกิด เบี้ยผู้สูงอายุ และอื่น ๆ ข้อดี คือ เงินเข้าบัตรพร้อมกันทุกคน ตรงเวลา ไม่มีการรั่วไหลไปไหน ส่วนตัวที่ 2 คือ “การฝึกอาชีพ” ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เขาพ้นความยากจน รัฐต้องจัดให้มีหลักสูตรการฝึกอาชีพในทุกจังหวัด มีหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดมาร่วม มีมาตรฐานเดียวกัน และเปิดตลอดทั้งปี ข้อดี คือ เขาสามารถมาฝึกอาชีพช่วงเดือนไหนก็ได้ ฝึกแล้วต้องมีงานทำ มีความต่อเนื่อง ไม่ขี้เกียจ รัฐก็ต้องช่วยสนับสนุน เช่น ให้สินเชื่อ เครื่องมืออุปกรณ์ สถานที่ทำกิน สถานที่ค้าขาย
5.จัดสวัสดิการให้เหมาะสมกับกลุ่มคนและพื้นที่ : จากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า โครงสร้างเศรษฐกิจจังหวัด โครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น และอาชีพเดิมที่เขาทำอยู่ มีผลอย่างมากที่ทำให้เขาจนหรือด้อยโอกาส เช่น คนสูงอายุและคนพิการ หรือบ้านที่มีสมาชิกเป็นคนสูงอายุและคนพิการอยู่ด้วย มีโอกาสจนกว่าบ้านที่ไม่มี จังหวัดที่มีเสาหลักทางเศรษฐกิจ คือ เกษตรกรรม สัดส่วนคนจนจะมีมากกว่าจังหวัดอุตสาหกรรม หรือท่องเที่ยว เช่น จ.แม่ฮ่องสอน เทียบกับ จ.ภูเก็ต เป็นต้น ดังนั้น การช่วยผู้สูงอายุ ผู้พิการ ที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับครอบครัวที่มีผู้เลี้ยงดู ควรมีความแตกต่างกัน การช่วยคนจนใน จ.แม่ฮ่องสอน หรือ จ.ภูเก็ต ควรมีความแตกต่างกัน กระบวนการทั้งหมดนี้ เราเรียกว่า “เทลเลอร์เมด โพลิซี” แม้ดูจะยากในทางปฏิบัติ แต่ในความเห็นผม หากทำเป็นระบบแบบนี้ทุกปี ได้งบประมาณด้านนี้อย่างสม่ำเสมอและพอเพียง น่าจะเป็นหนทางในการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนครับ ส่วนระบบอะไรที่ยังมีช่องโหว่ ก็ค่อย ๆ ปรับกันไปครับ…
คลิกอ่าน >>> การแก้ปัญหาความยากจน (1)