ดอลลาร์ร่วง จับตาสงครามการค้าสหรัฐ-จีน

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 13-17 พฤษภาคม 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (13/5) ที่ระดับ 31.58/60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (10/5) ที่ระดับ 31.58/59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ได้ปรับตัวอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน โดยรัฐบาลสหรัฐได้เริ่มกระบวนการเก็บภาษีนำเข้าจากจีนมูลค่าราว 2 แสนล้านดอลลาร์ จากระดับภาษีเดิมที่ 10% สู่ระดับ 25% ส่งผลให้กระทรวงการคลังของจีนได้ตอบโต้โดยเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐเช่นกัน ซึ่งจะมีการปรับเพิ่มระดับภาษีจากเดิมที่ระดับ 10% สู่ระดับ 25% ในมูลค่าวงเงินกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ จำพวกสินค้าภาคการเกษตรของสหรัฐ เช่น ถั่ว น้ำตาล ข้าวสาลี ไก่ และไก่งวง โดยมาตรการภาษีของจีนดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน ทั้งนี้หลังจากที่ทางการจีนได้มีมาตรการตอบโต้สหรัฐดังกล่าว คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้เปิดเผยแผนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติม คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และปรับภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 25% ทั้งนี้การดำเินการดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อจีนมากยิ่งขึ้น ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะพบปะกันในการประชุม G20 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28-29 มิถุนายนนี้ ที่ประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีในช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ล้วนออกมาสูงกว่าที่คาด ทั้งดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 17.8 ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน และสูงกว่าระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 8.0 ส่วนทางกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ออกมารายงานว่า ยอดการเริ่มสร้างบ้านในเดือนเมษายนพุ่งขึ้น 5.7% สู่ 1.235 ล้านยูนิตต่อปี โดยได้รับแรงหนุนทั้งจากยอดการก่อสร้างบ้านเดี่ยวและอาคารสำหรับหลายครัวเรือน และได้รับแรงหนุนจากภาวะอากาศที่แห้งขึ้นในภูมิภาคมิดเวสท์ของสหรัฐด้วย นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังปรับทบทวนตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านของเดือนมีนาคมขึ้นสู่ 1.168 ล้านยูนิตต่อปี จากเดิมที่เคยรายงานว่าอยู่ที่ 1.139 ล้านยูนิตต่อปี และสุดท้ายธนาคารกลางสหาัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟียรายงานในวันพฤหัสบดี (16/5) ว่า กิจกรรมภาคการผลิตในภูมิภาคมิดแอตแลนติกของสหรัฐพุ่งขึ้นสู่ 16.6 ในเดือนพฤษภาคม จาก 8.5 ในเดือนเมษายน สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้คาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2562 นี้ มีโอกาสขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากสถานการณ์การค้าโลกรุนแรงกว่าคาด ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยและการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน ขณะที่ค่าเงินบาทยังมีความผันผวน โดยมีสาเหตุจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 31.43-31.76 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (17/5) ที่ระดับ 31.73/74 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดวันจันทร์ (13/5) ที่ระดับ 1.1225/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (10/5) ที่ระดับ 1.1227/31 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทั้งนี้รัฐบาลเยอรมนียังได้แสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจเยอรมนีในปี  2562 จากปัจจัยจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนและสหภาพยุโรป (อียู), จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และจากปัจจัยความไม่แน่นอนเรื่อง Brexit แม้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเยอรมนี ประจำเดือนเมษายน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.0% ตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่ตัวเลขวคามเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีประจำเดือนพฤษภาคมปรับตัวลดลง 2.1 ซึ่งต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เพิ่มขึ้นที่ระดับ 5.1 และตัวเลขความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยูโรโซน ก็ปรับตัวลดลง 1.6 ซึ่งต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เพิ่มขึ้นที่ระดับ 5.0 นอกจากนี้ค่าเงินยูโรยังคงได้รับแรงกดดัน หลังจากนายมัตเตโอ ซาลวินี รองนายกรัฐมนตรีอิตาลีกล่าวว่า อิตาลีพร้อมที่จะฝ่าฝืนกฎงบประมาณของสหภาพยุโรป (EU) ในเรื่องระดับหนี้สิน ถ้าหากการทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการกระตุ้นการจ้างงาน ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปได้ออกมากล่าวตอบโต้ว่า ฐานะการคลังที่ตกต่ำลงของรัฐบาลอิตาลีจะส่งผลให้อิตาลีฝ่าฝืนกฎของสหภาพยุโรปในปีนี้และปีหน้า นอกจากว่ารัฐบาลอิตาลีจะปรับเปลี่ยนนโยบายของตนเอง มิฉะนั้นทาง EU อาจเลือกใช้วิธีการแบบแข็งกร้าว หรือดำเนินขั้นตอนทางวินัย และอาจจะสั่งปรับอิตาลี ทั้งนี้ EC จะออกรายงานเรื่องการคลังอิตาลีในวันที่ 5 มิถุนายน และอาจจะเรียกร้องให้มีการดำเนินการทางวินัย โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องนี้จะขึ้นอยู่กับนายฌอง-คล็อต ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1164-1.1240 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาด ที่ระดับ 1.1221/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (13/5) ที่ระดับ 109.72/75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (10/5) ที่ระดับ 109.83/85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจากความกังวลในสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาก็มีทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อในระดับค้าส่ง ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบเป็นรายปี สูงกว่าระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 เนืื่องจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีดังกล่าวปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 28 โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 109.01-110.03 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 109.76-109.79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ