หุ้นปันผลเด่น และหุ้นที่มีมูลค่า น่าดึงดูดยังน่าสนใจ
คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตการลงทุน
โดย เอกภาวิน สุทราภิชาติ บล.ไทยพาณิชย์
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน SET ใน ก.ค. ปรับตัวลง -1.06% จากเดือนก่อน ซึ่งได้รับปัจจัยกดดันจากแรงขายรับผลดำเนินงานไตรมาส 2 ปีེ ซึ่งแนวโน้มไม่ค่อยสดใส โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร, ปิโตรเคมี, การแพทย์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการปรับขึ้นของตลาดหุ้นก่อนหน้านี้ มองว่ามีความคาดหวังมากเกินไปเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งแม้การประชุมรอบล่าสุด เฟดจะมีมติ 8-2 ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ 2.00-2.25% เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี
อย่างไรก็ตาม ประธาน Fed ไม่ได้รับประกันว่าจะปรับลดดอกเบี้ยอีกในอนาคต ส่งผลให้ตลาดที่คาดหวังมากเกินไปว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เกิดแรงขายทำกำไรออกมา และดูเหมือนสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก จากการทวิตเตอร์ของทรัมป์ ซึ่งประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจีนอีกมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญในอัตรา 10% (ทรัมป์มองว่าจีนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงจากการประชุม G20 โดยสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐน้อยเกินไป) ทำให้ตลาดหุ้นช่วงเริ่มต้นของเดือน ส.ค. ปรับลงต่อเนื่อง โดย SET หลุดระดับ 1,700 จุดลงมา
ผมคาดว่า SET จะมีแนวรับถัดไปบริเวณ 1,650-1,660 จุด และมีโอกาสฟื้นตัวกลับจากบริเวณนี้ได้ ตามสภาพคล่องที่ยังอยู่ในระดับสูง จากบรรดาธนาคารกลางต่าง ๆ กลับมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน และผลตอบแทนเปรียบเทียบระหว่างตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้นยังมีความน่าสนใจกว่า ในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังอยู่ในระดับต่ำตามอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลง ย่อมทำให้หุ้นหลาย ๆ ตัวปรับตัวลงตาม อย่างไรก็ตาม ผมมองจะมีหุ้นบางกลุ่ม ซึ่งการปรับตัวลงน้อยกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่จ่ายปันผลในระดับที่ดี และกลุ่มหุ้นที่ยังมีมูลค่าน่าดึงดูด มาดูกันที่กลุ่มแรกที่จ่ายปันผลในระดับที่ดี ซึ่งได้แก่
1) KKP เป็นหุ้นแนวโน้มราคาดี จ่ายปันผลสูง (คาดอัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 6.4% ต่อปี) ความผันผวนต่ำ อีกทั้งการวิเคราะห์เชิงปริมาณ 10 ปีล่าสุด พบว่า ราคาหุ้นก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD 1 เดือน มักปรับขึ้นเฉลี่ย 2.95% ด้วยความน่าจะเป็น 70% โดย KKP จะขึ้น XD ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ก.ย.
2) MAJOR นักวิเคราะห์ในตลาด คาดกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี’62 จะเติบโต 142% จากไตรมาสก่อน จากช่วงหน้าหนังที่มีหนังทำเงินหลายเรื่อง ส่วนไตรมาส 3 ปีེ จะมีหนังฟอร์มยักษ์หลายเรื่องเข้าฉาย และมีช่วงวันหยุดเทศกาล คาดหนุนให้ผลประกอบการเติบโตเด่นต่อเนื่อง ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทนยังสูงกว่า 4.5% ต่อปี
3) INTUCH โดยนักวิเคราะห์ในตลาด คาดผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังจะโดดเด่นตาม ADVANC โดยเป็นหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ ส่วนอัตราผลตอบแทนเงินปันผลยังสูงราว 4.2% และราคาหุ้นมักตอบสนองเชิงบวกก่อนการขึ้นเครื่องหมาย XD เช่นเดียวกัน
มาถึงอีกกลุ่ม ซึ่งผมมองว่า ยังมีมูลค่าน่าสนใจทางพื้นฐาน ได้แก่
1) MCS ซึ่งจะมีการเติบโตของผลการดำเนินงานโดดเด่นตั้งแต่ในครึ่งปีหลังเป็นต้นไป โดยหากดูการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในตลาด คาดว่ากำไรในปีนี้และปีหน้าจะเติบโตที่ระดับ 40% และ 35% ตามลำดับ ขณะที่หากใช้ PE ในระดับ 12-14 เท่า เทียบกับหุ้นกลุ่มเหล็กตัวอื่น ๆ จะได้ราคาเหมาะสมทางปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 9-10 บาท ซึ่งยังมีส่วนต่างราคาที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน นอกจากนี้ MCS ยังมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่น่าสนใจ โดยคิดเป็นระดับ 6.0% ต่อปี
2) RJH มีผลการดำเนินงานโดดเด่น โดยนักวิเคราะห์ในตลาดคาดว่ากำไรปกติในปีนี้และปีหน้าจะเติบโตระดับ 25% และ 11% ตามลำดับ ขณะที่หากใช้ PE ในระดับ 30 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล จะได้ราคาเหมาะสมทางปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 32.00 บาท ซึ่งยังมีส่วนต่างราคาที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน
3) PTTEP แม้ว่าราคาน้ำมัน ยังโดนกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกระทบความต้องการใช้น้ำมัน หรือกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากฝั่งสหรัฐกระทบด้านอุปทาน อย่างไรก็ตาม ผมมองหุ้นตัวนี้ มีปัจจัยเฉพาะตัวที่โดดเด่นด้านผลดำเนินงาน เนื่องจากปริมาณการขายจะเพิ่มขึ้น 11% ปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ คือ ปริมาณการขายจากสินทรัพย์ดำเนินงานใหม่ในมาเลเซียที่บริษัทเข้าไปซื้อ จะบันทึกเข้ามาเต็มปีในปีหน้า ด้านนักวิเคราะห์ในตลาด คาดว่ากำไรในปีนี้
และปีหน้าจะเติบโตที่ระดับ 9% และ 5% ตามลำดับ ขณะที่หากใช้ PE ในระดับ 14-15 เท่า เทียบเท่าค่าเฉลี่ย PE ของ SET จะได้ราคาเหมาะสมทางปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 160-170 บาท ซึ่งยังมีส่วนต่างราคาที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน
…แล้วพบกันใหม่ครับ…ด้วยรักและหวังดี