‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ดันเงินสะพัดสู่ ‘รายเล็ก-ทั่วถึง’
เป็นที่แน่นอนแล้วว่าโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” รอบนี้รัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พักในรูปแบบ Flat Rate จ่ายตามจริง ไม่เกิน 1,500 บาท/คืน/สิทธิ อัตราเดียวทั่วประเทศ จำนวน 1,000,000 สิทธิ จำกัดคนละ 5 สิทธิ และเพิ่มมูลค่าคูปอง (Voucher) เป็นเมืองหลัก 1,500 บาท/สิทธิ ส่วนเมืองรองได้ 2,000 บาท/สิทธิ ในรูปแบบ Co-payment รัฐบาลและประชาชนร่วมจ่ายคนละครึ่ง
โดยคูปองดังกล่าวนี้สามารถใช้สิทธิในภาคบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวได้ทั้งระบบ เช่น ร้านอาหาร ร้านสปา ร้านนวด รถรับจ้าง กิจกรรมท่องเที่ยว สินค้าที่ระลึก ฯลฯ ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ และเริ่มเดินทางได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน – 28 กุมภาพันธ์ 2570 (ยกเว้นช่วง 16 ธ.ค. 2569 – 15 ม.ค. 2570) รวมระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 เดือน

เชื่อเข้าถึง “รายเล็ก”
“สุรวัช อัครวรมาศ” ที่ปรึกษาและกรรมการ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ส่วนตัวเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวทางของโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ที่รัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรมที่พักในรูปแบบ Flat Rate จ่ายตามจริง ไม่เกิน 1,500 บาท/สิทธิ เพราะจะทำให้โรงแรมขนาดเล็กได้ประโยชน์

“บางคนมองว่ารูปแบบนี้อาจทำให้เงินไม่เข้ามาหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เหมือนครั้งก่อน ๆ เพราะครั้งก่อนรัฐบาลช่วยจ่ายสูงสุด 3,000 บาทต่อสิทธิใครที่ใช้โรงแรมราคาประมาณ 6,000 บาทก็จะควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มอีก 3,000 บาท หรือใครที่ใช้โรงแรมราคา 2,000 บาทก็จะจ่ายเพิ่มเองอีก 1,000 บาท แต่รอบนี้ใครที่พักโรงแรมราคา 2,000 บาทจะจ่ายเพิ่มเพียง 500 บาท หรือใครที่พักโรงแรมไม่เกิน 1,500 บาทก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม”
และบอกอีกว่า การทำโครงการทุกครั้งที่ผ่านมาส่วนใหญ่แล้วประโยชน์จะไปตกอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือผู้ประกอบการที่มีราคาอยู่ในระดับ 4,000-6,000 บาทขึ้นไป เพราะรัฐบาลสนับสนุนให้สูงสุดถึง 3,000 บาท ทำให้เงินลงไปไม่ถึงผู้ประกอบการรายเล็ก
คูปอง 2,000 ดันเงินสะพัด
นอกจากนี้ ยังพบว่าคนส่วนใหญ่นิยมจองโรงแรมในระดับที่ประมาณ 3,000-4,000 บาทต่อสิทธิเป็นหลัก ทำให้ทุกครั้งที่ทำโครงการจะมีงบประมาณเหลืออยู่อีกจำนวนมาก การปรับเป็นรูปแบบ Flat Rate ที่ 1,500 บาทต่อสิทธิยังทำให้สามารถเพิ่มจำนวนสิทธิจาก 500,000 สิทธิเป็น 1,000,000 สิทธิ
ที่สำคัญเชื่อว่าการสนับสนุนแบบ Flat Rate ในครั้งนี้จะสามารถแก้ปัญหาประเด็นการฉวยโอกาสปรับขึ้นค่าที่พักของผู้ประกอบการโรงแรมได้ด้วย เช่น กลุ่มที่ขายอยู่ 1,700-1,800 บาท หากต้องการให้คนมาใช้อาจจะกดราคาลงมาเหลือ 1,500 ก็ได้ แล้วค่อยไปหาทางทำกำไรจากมูลค่า Voucher
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเงินจะไม่สะพัดในส่วนของโรงแรมที่พักมากนัก แต่มั่นใจว่าเงินจะไปสะพัดในพาร์ตของการจับจ่ายระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น จากการเพิ่มมูลค่าคูปอง หรือ Voucher ที่มีมูลค่าถึง 1,500-2,000 บาทต่อสิทธิ อีกทั้งยังสามารถใช้บริการที่เกี่ยวเนื่องได้ด้วย
แนะห้ามใช้คูปองในโรงแรม
“สุรวัช” บอกอีกว่า หากจะให้เงินสะพัดแบบทั่วถึงมากกว่านี้รัฐบาลควรกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในส่วนของการใช้คูปองด้วยว่า ให้ผู้เข้าพักนำคูปองที่ได้นั้นไปใช้จ่ายกับร้านค้าที่อยู่นอกโรงแรม ห้ามไม่ให้ใช้ในโรงแรม เนื่องจากโรงแรมได้ในส่วนของห้องพักแล้ว
“ถ้าไม่กำหนดเพิ่มเติมผู้ประกอบการโรงแรมก็จะทำแพ็กเกจขายทั้งห้องพัก ห้องอาหาร ห้องสปา หรือบริการอื่น ๆ ภายในโรงแรม ทั้งนี้ เพื่อเงินนี้ถูกกระจายไปสู่ผู้ประกอบการทั้งระบบอย่างทั่วถึง”
คาดเงินสะพัดตามเป้า
สอดคล้องกับ “จีระยุ จารุกิตติวรกานต์” เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ที่มองว่าการที่รัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรมที่พักโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ครั้งนี้เพียง 1,500 บาทอัตราเดียวทั่วประเทศนั้น ทำให้โครงการสามารถรองรับผู้สนใจออกเดินทางท่องเที่ยวได้มากขึ้นอีกเท่าตัว (เดิมคิดว่าจะทำ 500,000 สิทธิ) ขณะเดียวกันยังทำให้งบประมาณลงไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กในพื้นที่ได้จริง

ไม่เพียงเท่านี้น่าจะทำให้เกิดเงินสะพัดเข้าระบบเศรษฐกิจได้เพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลได้เพิ่มมูลค่าการใช้คูปองสูงถึง 2,000 บาท ซึ่งกำหนดให้เป็นการใช้จ่ายในรูปแบบร่วมจ่าย 50:50 ซึ่งแน่นอนว่าทำให้นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาด้วย
ด้าน “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า สิ่งที่ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ขอคือเป็น Co-payment ร่วมจ่าย 50:50 ทั้งในส่วนของการสนับสนุนโรงแรมที่พักและคูปองใช้จ่าย ภายใต้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น โรงแรมที่พัก 3,000 ล้านบาท และคูปอง 1,000 ล้านบาท เนื่องจากโครงการที่ผ่านมาใช้รูปแบบ Co-payment มาตลอดตั้งแต่หลังวิกฤตโควิด
“เหตุผลที่เราอยากได้ Co-payment เนื่องจากอยากให้คนเดินทางได้ร่วมจ่ายด้วย เพราะการสนับสนุนเป็น Flat Rate หากคนไปเที่ยวใช้โรงแรมในอัตราที่รัฐสนับสนุนก็จะเป็นการใช้เงินรัฐบาลทางเดียว เท่ากับเข้าพักฟรี ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม”
อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อสรุปเป็น Flat Rate ในส่วนของโรงแรม แต่รัฐบาลไปเพิ่มมูลค่าในส่วนของคูปองก็เชื่อมั่นว่าจะทำให้มีเงินสะพัดเข้าสู่ระบบได้ตามเป้าหมาย