CIMBT ชี้กองทุนใหม่ SEF ดึงเงินเข้าตลาด 3-4 หมื่นล้านต่อปี แนะช่วงนี้ตลาดหุ้นเหวี่ยงขึ้นลง 100 จุด เน้นทยอยซื้อ-กระจายลงทุน

นางสาวดุษณี เกลียวปฏินนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารผลิตภัณฑ์การออม ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า กองทุนหุ้นยั่งยืน (SEF) ซึ่งจะเป็นกองทุนรวมใหม่ที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เข้ามาทดแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่สิ้นสุดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในสิ้นปี 62 มองว่ายังจะเป็นกองทุนที่มีความน่าสนใจในการลงทุนเนื่องจากมีลักษณะคล้ายคลึงกองทุน LTF เดิม แต่จะเน้นลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาเสริมและมีการลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เพิ่มเข้ามาด้วย

ทั้งนี้คาดการณ์ผลตอบแทนการลงทุนของกองทุน SEF เชื่อว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงระยะเวลา 5 ปี จะใกล้เคียงกับกองทุน LTF ที่ให้ผลตอบแทน 5 ปีย้อนหลัง 5-8% ต่อปี เพราะรูปแบบของการลงทุนในกองทุน SEF และ LTF มีความคล้ายคลึงกัน ขณะเดียวกันมองว่าการแข่งขันของบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) ที่เสนอขายกองทุน SEF ออกมานั้นจะยังคงแข่งขันกันด้วยความสามารถในการให้อัตราผลตอบแทนที่สูงเช่นเดียวกับการแข่งขันของการเสนอขายกองทุน LTF ซึ่งวัดกันด้วยการสร้างผลงานของผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน

“การลงทุนในกองทุน SEF, LTF และ RMF ธนาคารยังคงแนะนำว่าควรเป็นการทยอยการลงทุนมากกว่าการลงทุนในครั้งเดียว เพราะนักลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงการลงทุนในแต่ละช่วงจังหวะได้ ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนโดยใช้เงินก้อนเดียว และการทยอยการลงทุนส่วนใหญ่ในระยะเวลาลงทุน 7 ปี จะได้อัตราผลตอบแทนที่ 7-8% ซึ่งชนะเงินเฟ้อ”

อย่างไรก็ดี กองทุนดังกล่าวจะเน้นไปที่กลุ่มประชาชนที่มีรายได้ 5-6 บาทหมื่นต่อเดือนขึ้นไป จากเดิมที่อยู่ประมาณ 2-3 แสนบาทต่อเดือน ทำให้ฐานการเข้าถึงการออมผ่านกองทุน SEF กว้างขึ้นกว่ากองทุน LTF และคาดว่ากองทุน SEF จะช่วยดึงดูดเมึดเงินการลงทุนเข้าตลาดเฉลี่ย 3-4 หมื่นล้านบาทต่อปี ใกล้เคียงกับกองทุน LTF

“เรายังคงมองว่าการลงทุนในกองทุน LTF และ RMF รวมถึงกองทุนใหม่ SEF ยังเป็นทางเลือกในการลงทุนเพื่อการออมในวัยเกษียณที่ดี โดยเฉพาะกองทุน LTF ที่แต่ละ บลจ.ต่างแข่งขันกันสร้างผลงานออกมาอย่างดี โดยคาดว่าปีหน้า บลจ.จะหันมาโฟกัสทำโปรโมชั่นกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะโปรโมชั่น 0.2% ของเงินลูกค้าที่โอนไป ทั้งนี้หากสร้างผลงานไม่ดีผู้ลงทุนก็สามารถย้ายไปลงทุนกับบลจ.อื่นได้ เหมือนกับการรีไฟแนนซ์ แต่การลงทุนแนะนำเป็นการทยอยซื้อจะดีที่สุด เพราะระยะยาว 7 ปี เราไม่สามารถรู้ได้ว่าภาวะของตลาดในแต่ละช่วงจะเป็นอย่างไร ทำให้การทยอยซื้อเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน และยังได้ผลตอบแทนที่ดี” นางสาวดุษณีกล่าว

สำหรับในปัจจุบันที่ภาวะตลาดหุ้นมีความผันผวนมาก จากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ความกังวลของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และภาวะเศรษฐกิจโลกที่กลับมาชะลอตัวทำให้ตลาดหุ้นเกิดความผันผวน ธนาคารมองว่าการเหวี่ยงของดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นและลงราว 100 จุด ทำให้การลงทุนในช่วงนี้จะต้องระมัดระวังการลงทุน โดยกลยุทธ์การลงทุนจะเป็นการทยอยซื้อ และกระจายการลงทุนไปในการลงทุนประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากการลงทุนในหุ้น เช่น การลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตเรตติ้ง ที่จะเป็นหุ้นกู้ที่นักลงทุนเชื่อมั่นได้ว่าได้รับเงินต้นคืนเมื่อสิ้นสุดโครงการ และยังได้ผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยเข้ามาอย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาส การฝากเงินออมทรัพย์หรือฝากประจำในผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงที่ดีในภาวะตลาดหุ้นมีความผันผวน

ส่วนการลงทุนในทองคำยังมองว่าราคาทองปัจจุบันราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้นไปมาก จากความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอก ซึ่งหากยังไม่มีการลงทุนในทองคำและต้องการเข้าลงทุนยังสามารถลงทุนได้แบบทยอยซื้อ

Previous article‘การเคหะฯ’ จัดเวิร์กช็อป ทำแผนพัฒนาชุมชนดินแดง
Next articleหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าลบ3จุด ซื้อขาย2.6หมื่นล้าน